Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4655/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีก่อนโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งว่าจำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยไม่แจ้งและเสนอขายให้โจทก์ในฐานะผู้เช่าก่อน ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524มาตรา 54 แต่ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท แล้วจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องในคดีที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามดังกล่าวนั้นโดยขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้ ดังนั้นเมื่อศาลฎีกาได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องได้แล้ว การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีจำเลยทั้งสามเป็นคดีใหม่อีกโดยขอให้เพิกถอนนิติกรรมสัญญาประนีประนอมยอมความการจดทะเบียนโอนในโฉนดที่ดินพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่กระทำกันในคดีที่จำเลยที่ 1ฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 2 เพื่อให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามเดิมนั้น เป็นการฟ้องในมูลคดีเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ทรัพย์สินรายเดียวกัน มีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกันว่าโจทก์จะมีสิทธิบังคับซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 หรือ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524ได้หรือไม่ เมื่อคดีก่อนอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น การที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีอีกดังกล่าว จึงเป็นการฟ้องซ้อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 173วรรคสอง (1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1179 โจทก์ทั้งห้าเป็นผู้เช่าปลูกข้าวเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ.2531 จำเลยที่ 1 ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1179 ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ในราคา 563,750 บาทฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524มาตรา 53 โดยไม่แจ้งให้โจทก์ทั้งห้าทราบ โจทก์ทั้งห้าจึงมีสิทธิซื้อที่ดินนั้นจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว มาตรา 54 และโจทก์ทั้งห้าได้ใช้สิทธิตามบทบัญญัติของกฎหมายขอซื้อที่ดินคืนจากจำเลยที่ 2 ที่ 3 โดยได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524 คณะกรรมการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำตำบลหน้าไม้ (คชก.ตำบลหน้าไม้) คณะกรรมการการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประจำจังหวัดปทุมธานี (คชก.จังหวัดปทุมธานี) ได้มีมติให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 โอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งห้า แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ปฎิบัติ ตาม

โจทก์ทั้งห้าจึงฟ้องจำเลยทั้งสามให้โอนขายที่ดินพิพาทแก่โจทก์ทั้งห้าเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้น โดยโจทก์ทั้งห้ามีฐานะเป็นเจ้าหนี้โดยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมาตรา 54 ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ตกอยู่ในฐานะเป็นลูกหนี้มีหน้าที่ต้องโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งห้าตามกฎหมาย แต่จำเลยทั้งสามพยายามหลีกเลี่ยงกฎหมายกล่าวคือ จำเลยทั้งสามสมคบกันให้จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 542/2531 ของศาลชั้นต้นด้วยการเอาความเท็จมาอ้างในคำฟ้องเป็นใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 1 สำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมในการโอนขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3เพราะไม่ได้มีเจตนาที่จะขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3เหตุที่ลงชื่อในสัญญาซื้อขายก็เนื่องจากจำเลยที่ 2 ที่ 3หลอกลวงว่า เพื่อให้นายโสภณ

ศุภจิตร ไถ่ที่ดินพิพาทคืนตามที่จำเลยที่ 1 เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ เมื่อทราบว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 ไม่ใช่นายโสภณใช้สิทธิไถ่ จึงฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนอ้างว่านิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทที่ทำเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2530เป็นโมฆะ ซึ่งความจริงแล้วจำเลยที่ 1 มีเจตนาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ด้วยความสมัครใจ มิได้มีความสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมนั้นแต่อย่างใดแล้วจำเลยทั้งสามสมคบกันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2531 โดยจำเลยที่ 2 ที่ 3 ยอมโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมให้เป็นคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2531 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ที่ 3จึงโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30ธันวาคม 2531 ซึ่งจำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้โอน และจำเลยที่ 1ผู้รับโอนกระทำไปโดยรู้อยู่ว่าเป็นทางให้โจทก์ทั้งห้าซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524 มาตรา 53, 54 และได้ใช้สิทธิตามกฎหมายดังกล่าวฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้น ให้โอนขายที่ดินพิพาทคืนแก่โจทก์ทั้งห้าไว้แล้วต้องเสียเปรียบ และเป็นการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริตเป็นการฉ้อฉล ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการฉ้อฉล สัญญาประนีประนอมยอมความ คำพิพากษาตามยอม การจดทะเบียนโอนในโฉนดที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2531 ให้ที่ดินเป็นของจำเลยที่ 2ที่ 3 ตามเดิมศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า

พิเคราะห์คำฟ้องโจทก์ทั้งห้าที่อ้างว่าโจทก์ทั้งห้ามีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำฟ้องในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้นเห็นว่า คดียังอยู่ในระหว่างพิจารณาจำเลยก็คัดค้านว่าคำวินิจฉัยของ คชก. ตำบลหน้าไม้ อำเภอลาดหลุมแก้ว กับคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดปทุมธานี ที่มีมติให้โจทก์ทั้งห้ามีสิทธิซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายคดียังไม่ถึงที่สุด สิทธิการซื้อที่ดินพิพาทยังอยู่ในระหว่างโต้แย้ง โจทก์ทั้งห้าจึงมิใช่มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ การที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2531 ของศาลชั้นต้นนั้น โจทก์ทั้งห้าเป็นบุคคลภายนอกคดี มิได้เป็นคู่ความ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฟ้องจำหน่ายคดีโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้รับฟ้องไว้พิจารณาจำเลยทั้งสามฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ฟ้องของโจทก์ทั้งห้าในคดีนี้เป็นฟ้องซ้อนกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้นหรือไม่พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าก่อนโจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีนี้โจทก์ทั้งห้าได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้นคดีดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3โดยไม่แจ้งและเสนอขายให้โจทก์ทั้งห้าในฐานะผู้เช่าก่อนโจทก์ทั้งห้าจึงฟ้องขอบังคับซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ.2524 แต่ขณะที่คดีดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ขอเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาท แล้วจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่จำเลยที่ 1 ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2531 ของศาลชั้นต้น โจทก์ทั้งห้าจึงได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้น โดยขอให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งห้าด้วย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตโจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาพิพากษากลับอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าแก้ไขคำฟ้องได้ดังนั้น เมื่อคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้นศาลฎีกาได้อนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าแก้ไขคำฟ้องได้แล้วข้อพิจารณาจึงมีว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 ของศาลชั้นต้นกับคดีนี้เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า มูลคดีของทั้งสองคดีเป็นเรื่องเดียวกัน ทรัพย์สินรายเดียวกัน มีประเด็นต้องวินิจฉัยเช่นเดียวกัน ว่า โจทก์ทั้งห้าจะมีสิทธิบังคับซื้อที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2534 ได้หรือไม่ เมื่อคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 433/2531 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นการที่โจทก์ทั้งห้ายื่นฟ้องคดีนี้อีก จึงเป็นการฟ้องซ้อน ซึ่งต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173วรรคสอง (1) โจทก์ทั้งห้าจึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประพัฒน์ อุชุภาพ · บุญส่ง วรรณกลาง · กู้เกียรติ สุนทรบุระ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้