Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4646/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ได้ดำเนินการตามที่จำเป็นในการที่จะฟ้อง ม. กับพวกแล้วและที่ไม่สามารถฟ้อง ม. กับพวกนั้นมิใช่ความผิดของโจทก์เมื่อปรากฏว่าในเดือนกรกฎาคม 2530 จำเลยได้ตกลงให้คนอื่นดำเนินการเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ แทนโจทก์ จึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามควรค่าแห่งการที่โจทก์ได้ทำไปเพื่อฟ้อง ม. กับพวก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2529 จำเลยได้ตกลงว่าจ้างโจทก์เป็นทนายความดำเนินคดีให้ 4 เรื่อง กล่าวคือ เรื่องแรกให้ฟ้องนายชนัตถ์ฐานผิดสัญญากู้เงิน ตกลงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 17,125 บาท เรื่องที่สองให้ฟ้องนายไพบูลย์กับพวกข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คตกลงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 67,000 บาท เรื่องที่สามให้โจทก์ติดตามทวงหนี้จากนายภิรมย์ ตกลงค่าทนายความและค่าใช้จ่ายรวมเป็นเงิน 7,000 บาท เรื่องที่สี่ให้ฟ้องคดีแพ่งและคดีอาญานายมนตรากับพวก โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการสืบหาที่อยู่ของนายมนตรากับพวก รวมกับค่าบริการเป็นเงิน 13,000 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์ 104,125 บาท

จำเลยชำระเงินแก่โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 25,000 บาท คงค้างชำระอีก 79,125 บาท โจทก์ทวงถามแล้วจำเลยไม่ชำระ จึงต้องชำระดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน495 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 79,620 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยให้การว่า โจทก์เสนอที่จะดำเนินคดีแก่ลูกหนี้ของจำเลยโดยจำเลยได้จ่ายเงินแก่โจทก์ไป 22,000 บาท โจทก์ไม่ได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามข้อตกลง กล่าวคือ ในคดีฟ้องนายชนัตถ์โจทก์มิได้บังคับคดีกับจำเลย ในเรื่องร้อยเอกภิรมย์โจทก์เพียงติดตามร้อยเอกภิรมย์มาทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย และโจทก์ไม่ได้ฟ้องคดีอาญาและคดีแพ่งนายมนตรากับพวก เมื่อหักทอนบัญชีเงินที่โจทก์รับจากจำเลยไปยังมีเงินเหลืออยู่ 6,500 บาท

จำเลยจึงให้โจทก์ฟ้องนายไพบูลย์กับพวกโดยตกลงให้เอาเงินดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่าย จำเลยยังไม่ได้รับชำระหนี้จากนายไพบูลย์กับพวกขอให้ศาลพิพากษายกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 11,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่3 สิงหาคม 2530 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 1,500 บาทคำขออื่นของโจทก์ให้ยกจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 600 บาทจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในปัญหาแรกว่า จำเลยจะต้องชำระค่าใช้จ่ายในกรณีที่ว่าจ้างให้โจทก์ดำเนินคดีแก่นายมนตรากับพวกหรือไม่

จำเลยฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล.1 จำเลยจะจ่ายค่าใช้จ่ายต่อเมื่อโจทก์ฟ้องนายมนตรากับพวกเท่านั้น แต่โจทก์มิได้ฟ้องนายมนตรากับพวก จำเลยจึงไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่าย เห็นว่า ตามข้อนำสืบของจำเลยฟังได้ว่าโจทก์มิได้ฟ้องนายมนตรากับพวก แต่เหตุที่โจทก์มิได้ฟ้องนายมนตรากับพวกนั้นโจทก์นำสืบว่าได้สืบหาข้อมูลเกี่ยวกับนายมนตรากับพวกเพื่อจะดำเนินการฟ้องคดี ซึ่งในเรื่องนี้จำเลยก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า หลักฐานที่จำเลยมอบให้โจทก์ตามเอกสารหมาย จ.11ไม่มีที่อยู่ของนายมนตราและบริษัทสยามวัฒนาวิศวก่อสร้างและโจทก์ได้แจ้งจำเลยว่าบริษัทดังกล่าวจดทะเบียนที่จังหวัดราชบุรีแต่นายมนตราไม่มีชื่อเป็นกรรมการโจทก์จะพยายามหาที่อยู่ต่อไปซึ่งแสดงว่าโจทก์ได้ดำเนินการตามที่จำเป็นในการที่จะฟ้องนายมนตรากับพวกแล้ว และที่ไม่สามารถฟ้องนายมนตรากับพวกนั้นมิใช่ความผิดของโจทก์

ดังนี้เมื่อปรากฏตามข้อนำสืบของโจทก์ซึ่งจำเลยไม่นำสืบโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า ในเดือนกรกฎาคม 2530 จำเลยได้ตกลงให้คนอื่นดำเนินการเกี่ยวกับคดีต่าง ๆ แทนโจทก์ จึงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าโจทก์จำเลยตกลงเลิกสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามควรค่าแห่งการที่โจทก์ได้ทำไปเพื่อฟ้องนายมนตรากับพวก ซึ่งได้แก่ค่าใช้จ่ายในการสืบหาข้อมูลของนายมนตรากับพวกดังได้กล่าวมาแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต พรายภู่ · พัลลภ พิสิษฐ์สังฆการ · ชาติศักดิ์ ธรรมศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้