Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4643/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยขออนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งแต่เพียงว่าสำเนาให้โจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ โดยไม่ได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยพอแปลได้ความว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ดังนี้สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ กรณีไม่ใช่เรื่องโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1)

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 759,700 บาท ตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 3 งวด งวดที่ 1 ชำระในวันทำสัญญาจำนวน 189,925 บาท งวดที่ 2 ชำระจำนวน 265,895 บาท ภายใน 20 วัน หลังจากทดลองเดินเครื่องใช้งาน งวดที่ 3 ชำระจำนวน 303,880 บาท ภายใน 20 วัน หลังจากใช้งานจริงโดยมีเงื่อนไขในสัญญาว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ปรากฏว่าหลังจากการทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรเพียง 2 งวด วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยขอประนอมหนี้และขอลดยอดหนี้จากจำนวน 303,880 บาท

ลงเหลือ 200,000 บาท โดยเสนอให้โจทก์ใช้บริการของจำเลยแทนการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มีนาคม 2545 จำเลยมีหนังสือติดต่อให้โจทก์ใช้บริการห้องจัดสัมมนาของจำเลย แต่โจทก์ปฏิเสธและมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือทวงถามให้จำเลยคืนทรัพย์แก่โจทก์หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 303,880 บาท จำเลยได้รับหนังสือทวงถามแล้วแต่กลับเพิกเฉยขอให้จำเลยคืนทรัพย์ตามฟ้องในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากไม่สามารถคืนได้ให้ใช้ราคาทรัพย์เป็นเงิน 303,880 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ไปจากโจทก์จริงและได้ชำระเงินตามสัญญาแล้ว 2 งวด ปรากฏว่าเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนไม่สามารถใช้งานได้ จำเลยแจ้งโจทก์ให้ส่งพนักงานมาดำเนินการปรับปรุงแก้ไข แต่โจทก์เพิกเฉยถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงไม่ชำระเงินงวดสุดท้าย โจทก์แจ้งว่าต้องการตัดชำระหนี้ทางการบัญชีประจำปี จำเลยจึงจัดทำหนังสือขอประนอมหนี้และขอลดยอดหนี้ส่งให้แก่โจทก์ ต่อมาโจทก์ติดต่อขอใช้โรงแรมจำเลยเพื่อจัดประชุมสัมมนา จำเลยจึงจัดทำหนังสือเสนอราคาการใช้สถานที่ถึงโจทก์ตามปกติทางการค้า ไม่ได้เป็นการเสนอราคาเพื่อตัดชำระหนี้ระหว่างกันแต่อย่างใด คดีโจทก์ขาดอายุความตามกฎหมาย เนื่องจากโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาซื้อขายเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 และได้มีการชำระเงินงวดที่ 1 แล้ว

ทำให้สัญญามีผลใช้บังคับในวันดังกล่าวแม้จะถือว่าจำเลยขอประนอมหนี้ในวันที่ 7 พฤศติกายน 2544 ก็ตามแต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เกินเวลา 2 ปี นับแต่วันทำสัญญาซื้อขายหรือวันทำการประนอมหนี้กัน ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนแก่โจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้เงินจำนวน 303,380 บาท (ที่ถูก 303,880) พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้โจทก์ครบถ้วน

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ จำเลยขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นต้องพิจารณาว่าเป็นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายและสั่งอนุญาตให้ผู้อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แต่ศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาเพียงว่า สำเนาให้โจทก์ว่าจะคัดค้านหรือไม่ และสั่งในอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดรับอุทธรณ์ของจำเลย ดังนี้ แม้ศาลชั้นต้นจะมิได้สั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา แต่การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยพอแปลได้ว่าศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ วรรคหนึ่ง แล้ว

ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยต่อไป ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 จำเลยทำสัญญาซื้อเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์จากโจทก์ในราคา 759,700 บาท โดยตกลงแบ่งชำระราคาเป็น 3 งวด ปรากฏว่าหลังจากทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยชำระราคาค่าเครื่องจักรเพียง 2 งวด แล้วผิดนัดไม่ชำระราคาค่าเครื่องจักรในงวดที่ 3 จำนวน 303,880 บาท ซึ่งถึงกำหนดชำระเงินประมาณเดือนเมษายน 2539 โจทก์จึงบอกเลิกสัญญา ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่า ตามคำฟ้องของโจทก์แสดงว่ามูลหนี้คดีนี้เกิดจากการซื้อขายสินค้าระหว่างกัน จำเลยผิดนัดไม่ชำระราคาค่าเครื่องจักร

โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบไปแล้วจากจำเลย สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงมีอายุความ 2 ปี โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2548 เกินกว่า 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยผิดสัญญา ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความนั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยมีเงื่อนไขว่าหากการชำระเงินตามสัญญายังไม่เสร็จสิ้น เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ระบุในสัญญายังคงเป็นสมบัติของโจทก์ โจทก์มีสิทธินำกลับในสภาพสมบูรณ์ได้ทุกเวลา ดังนี้ สัญญาซื้อขายระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงเป็นสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 459 เมื่อจำเลยผิดสัญญาซื้อขาย

โจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์และจำเลยย่อมกลับคืนสู่ฐานะเดิม จำเลยต้องคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์แก่โจทก์ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเครื่องจักรผลิตน้ำร้อนพร้อมอุปกรณ์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา จึงเป็นกรณีที่โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ซึ่งไม่มีอายุความ กรณีไม่ใช่เรื่องโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าเรียกเอาค่าของที่ได้ส่งมอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟ้องไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อิศเรศ ชัยรัตน์ · สถิตย์ ทาวุฒิ · พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้