Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4638/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกเงินค่าสินค้าไม่ส่งมอบให้โจทก์อันเป็นความเสียหายจากการทำงาน ซึ่งจำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาแรงงานกลางวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานแล้วก็ตาม แต่เมื่อต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่เกิดจากการทำงานและความผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงาน จึงระงับสิ้นไป ทั้งฟ้องของโจทก์ก็บรรยายว่าโจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง คือหนี้ที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความ มิใช่ขอให้บังคับตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน การที่ศาลแรงงานพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวนฐานผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและสัญญาค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 2,343,457.28 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้การและแก้ไขคำให้การกับจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องโจทก์ และบังคับโจทก์จ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าตอบแทนการขาย และค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 5,229,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 5 ให้การขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 5 เฉพาะเรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน ส่วนคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เรื่องความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานตามคำวินิจฉัยของอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง จำเลยที่ 1 นำสินค้าของโจทก์ไปขายให้แก่ลูกค้าแล้วเก็บเงินค่าสินค้ามาแต่ไม่ส่งมอบให้โจทก์ โดยเบียดบังไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนเป็นเงิน 2,343,457.28 บาท กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของโจทก์เป็นกรณีร้ายแรง จำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ไว้ต่อโจทก์

จำเลยที่ 5 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายตามฟ้องให้โจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางวินิจฉัยแล้วว่าคดีสำหรับจำเลยดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 5 ร่วมกันชำระเงินจำนวนเงิน 2,231,257.28 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2540 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องและนำสืบฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ และต่อมาจำเลยที่ 1 กระทำการยักยอกเงินค่าสินค้าของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากลูกค้าแล้วไม่ส่งมอบให้แก่โจทก์ อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำงานซึ่งจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงาน และอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางจะวินิจฉัยว่าคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5 ในส่วนนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงานก็ตาม แต่ปรากฏว่าต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับค่าเสียหายของโจทก์ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและขอผ่อนชำระแก่โจทก์ จึงเป็นผลให้ความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ที่เกิดจากการทำงานระงับสิ้นไป และทำให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850, 852 และเมื่อความรับผิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์เปลี่ยนมาเป็นความรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ดังนั้น ความรับผิดของจำเลยที่ 5 ในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 จึงระงับสิ้นไปเนื่องจากการระงับสิ้นไปของหนี้ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอันเกิดจากการทำงานของจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ดังจะเห็นได้ว่าแม้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้ว โจทก์ยังต้องให้จำเลยที่ 5 ทำสัญญาค้ำประกันร่วมรับผิดในหนี้อันเกิดจากสัญญาประนีประยอมความของจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ด้วย จำเลยที่ 5 จึงหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์แล้ว ทั้งฟ้องของโจทก์ได้บรรยายว่า โจทก์ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันฉบับหลัง

มิใช่ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 ดังนั้น ศาลแรงงานกลางจะพิพากษาให้จำเลยที่ 5 รับผิดในฐานะเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของจำเลยที่ 1 อีกหาได้ไม่ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แก่โจทก์ตามสัญญาค้ำประกันการทำงานจึงไม่ชอบและเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), 246 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ.2522 มาตรา 31 ส่วนจำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ก็เห็นว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าคดีความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวแก่จำเลยที่ 5 ในศาลที่มีอำนาจต่อไป กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 5 อีก

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 5 เสียด้วย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กมล เพียรพิทักษ์ · สละ เทศรำพรรณ · พูนศักดิ์ จงกลนี
ศาลล่าง
ศาลแรงงานกลาง - นายสมพงษ์ เหมวิมล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้