Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4632/2565

พ.ศ. 2565 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 แสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติยืนยันสถานะข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลหรือปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาข้อมูลดังกล่าวให้เป็นความลับและห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจรักษาตามความประสงค์ของเจ้าของข้อมูล หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย ทั้งยังไม่ให้อ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอข้อมูลก็ตาม แต่เมื่อได้ความว่า ภายหลังจากโจทก์ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลเข้ารับการรักษากับจำเลยที่ 1 ที่โรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 แล้ว โจทก์ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอื่น และการมาขอข้อมูลการรักษาของโจทก์จากจำเลยที่ 4 ได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามาด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยกัน อันเป็นการแสดงว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ตรวจรักษาโจทก์ บันทึกและล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ และจำเลยที่ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาสิ่งที่บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ได้นำข้อมูลด้านสุขภาพ คือ เวชระเบียนและคลิปวีดีโอการผ่าตัดเข้าหารือโดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุมกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้ฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและกลั่นกรองงานภายในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 ตามปกติ เพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 เป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก แต่เป็นการเปิดเผยเพื่อให้พนักงานฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงตามปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น จึงไม่ใช่เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามความหมายของบทบัญญัติตามมาตรา 7 จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 296,060,366.20 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันละเมิดคือวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ไปจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จ ขอให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายสำหรับความเสียหายที่ต้องใช้เวลาแสดงอาการในอนาคต ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 40 นอกเหนือจากค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้รับ และขอให้กำหนดค่าเสียหายเพื่อการลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 42 เพิ่มขึ้นสองเท่าของจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงิน 2,684,978.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันละเมิดวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ กำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นเงิน 30,000 บาท และค่าทนายความเป็นเงิน 40,000 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินรวม 4,220,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,120,000 บาท ให้สงวนไว้ซึ่งสิทธิที่จะแก้ไขคำพิพากษา เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังโจทก์ตั้งครรภ์และมีความเสี่ยงกับภาวะมดลูกแตกที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็ให้โจทก์ได้รับค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่เกิน 200,000 บาท ภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นในศาลชั้นต้น โดยให้นำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาล ก. จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นแพทย์ จำเลยที่ 3 เป็นผู้ช่วยพยาบาล ระหว่างเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาล ก. เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2559 โจทก์ได้รับการวินิจฉัยจากจำเลยที่ 1 ว่ามีติ่งเนื้อในท่อนำไข่ด้านซ้าย และวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 โจทก์เข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล ก. โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผ่าตัด หลังการผ่าตัดโจทก์ท้องเสีย ปวดท้อง เจ็บบริเวณชายโครงด้านขวา เจ็บขณะหายใจ จำเลยที่ 1 สั่งให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวด และอนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน ขณะพักอยู่ที่บ้านโจทก์มีอาการปวดท้องต้องกลับมาโรงพยาบาล

ก. อีกครั้ง ขณะนั้นจำเลยที่ 2 ผู้ตรวจร่างกายโจทก์ได้ตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องและวินิจฉัยว่าอาการปวดท้องเกิดจากน้ำที่จำเลยที่ 1 ใส่เข้าไปในโพรงมดลูกขณะทำการผ่าตัดทำให้น้ำไหลไปตามท่อนำไข่และออกไปสู่ช่องท้องแนะนำให้โจทก์นอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ วันรุ่งขึ้นโจทก์ได้รับการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อตรวจดูช่องท้องอย่างละเอียด ผลปรากฏว่ามีเลือดอยู่ในช่องท้องและเลือดไปกดทับอวัยวะภายในซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดท้อง จำเลยที่ 1 รักษาโดยให้ยาห้ามเลือด ยาแก้ปวด ยาฆ่าเชื้อและติดตามดูอาการ ต่อมาวันที่ 23 พฤษภาคม 2559 จำเลยที่ 1 อนุญาตให้โจทก์กลับบ้าน และนัดมาดูอาการอีกครั้งในวันที่ 29 พฤษภาคม 2559 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 โจทก์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล

ศ. แพทย์ตรวจพบว่ามดลูกทะลุ โจทก์เข้ารับการผ่าตัดแก้ไขที่โรงพยาบาล ศ. จำเลยที่ 1 ผ่าตัดติ่งเนื้อในท่อนำไข่ด้านซ้ายเป็นผลให้มดลูกมีบาดแผลทะลุและเอ็นยึดรังไข่กับมดลูกมีบาดแผลฉีกขาด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 โจทก์ตั้งครรภ์แต่แท้งบุตรในเวลาต่อมา และโจทก์ขอข้อมูลการตรวจรักษาและเวชระเบียนจากจำเลยที่ 4 แต่จำเลยที่ 1 และผู้บริหารของจำเลยที่ 4 นำเรื่องการขอข้อมูลและเวชระเบียนดังกล่าวเข้าหารือกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 อันเป็นการเปิดเผยข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ตามเวชระเบียนและคลิปวิดีโอที่บันทึกเหตุการณ์ขณะแพทย์ผ่าตัดมดลูกโดยการส่องกล้องแล้วจำเลยที่ 4 ส่งข้อมูลที่โจทก์ร้องขอดังกล่าวไม่ครบถ้วน สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า

จำเลยที่ 1 ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาลร่วมรับผิดด้วย โดยจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่างๆ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์จึงไม่ต้องร่วมรับผิดด้วย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงข้อเดียวว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำข้อมูลทางการแพทย์ของโจทก์ไปหารือกับผู้บริหารและฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ในการประชุมข้อร้องเรียนของโจทก์เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 อันจำเลยที่ 1 และที่ 4 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 บัญญัติว่า ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล

ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผยแต่ไม่ว่ากรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แม้กฎหมายบัญญัติยืนยันสถานะข้อมูลด้านสุขภาพเป็นความลับส่วนบุคคล ซึ่งผู้ที่รู้ข้อมูลหรือปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลดังกล่าวต้องให้ความสำคัญต่อการรักษาข้อมูลดังกล่าวให้เป็นความลับ และห้ามเปิดเผย เว้นแต่จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการตรวจรักษาตามความประสงค์ของโจทก์ หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย

ทั้งยังไม่ให้อ้างบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของทางราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอข้อมูลก็ตาม แต่เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ตรวจรักษาโจทก์ที่บันทึกและล่วงรู้ข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ และจำเลยที่ 4 ผู้มีหน้าที่เก็บรักษาสิ่งที่บันทึกข้อมูลด้านสุขภาพของโจทก์ ได้นำข้อมูลด้านสุขภาพคือเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดเข้าหารือกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 โดยเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในการประชุม ซึ่งได้ความว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 จะนำข้อมูลเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดเข้าหารือกับฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 นั้น โจทก์ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ศ. อันเป็นเวลาภายหลังจากที่ได้เข้ารักษาตัวกับจำเลยที่ 1 แล้ว และการมาขอข้อมูลดังกล่าวของโจทก์จากจำเลยที่ 4 นั้นได้มีการเรียกร้องค่าเสียหายเข้ามาด้วย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการไกล่เกลี่ยกัน

อันเป็นการแสดงว่ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นแล้ว เช่นนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ได้นำข้อมูลเวชระเบียนและคลิปวิดีโอการผ่าตัดมาเปิดเผยกับพนักงานฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในอันเกิดจากโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และที่ 4 แล้ว จึงเป็นการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของโจทก์ให้แก่ฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องเพื่อจะให้ฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและกลั่นกรองงานภายในโรงพยาบาลของจำเลยที่ 4 ตามปกติหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นแม้โจทก์ยังไม่ได้ฟ้องร้องเพื่อดำเนินคดีกับจำเลยที่ 1 และที่ 4 ก็ตาม ซึ่งการจะนำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียหายนั้น

ต้องเป็นการนำไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องใด ๆ เมื่อการให้การรักษาผู้ป่วยของแพทย์และโรงพยาบาลในปัจจุบันมีการขยายขอบเขตการให้บริการแก่ผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและกระบวนการแก้ไขปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในการรักษาและให้บริการผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นย่อมมีความจำเป็นต้องอาศัยการปรึกษาหารือกับบุคลากรที่มีความเข้าใจและสามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหา เมื่อฝ่ายกฎหมายของจำเลยที่ 4 เป็นบุคลากรภายในที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นบุคคลภายนอก และเป็นการเปิดเผยเพื่อให้พนักงานฝ่ายกฎหมายทราบข้อเท็จจริงตามปกติเมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นแล้ว

กรณีนี้จึงไม่ใช่เป็นการเปิดเผยข้อมูลตามความหมายของบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 4 ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 จึงไม่เป็นการกระทำโดยละเมิดต่อโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 และมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และบัญญัติให้ใช้ความใหม่ว่า ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทบัญญัติกฎหมายโดยชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปี...และมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวให้ยกเลิกความในมาตรา 224 เดิม แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และให้ใช้ความใหม่ว่าหนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี...และพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 7 บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติตามมาตรา 224 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้แก่การคิดดอกเบี้ยผิดนัดที่ถึงกำหนดเวลาชำระตั้งแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ

ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 4 ทำละเมิดต่อโจทก์จึงเป็นหนี้เงินโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ ส่วนอัตราดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เดิม

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 4,220,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 4,120,000 บาท นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2559 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์ · กษิดิศ มงคลศิริภัทรา · อนันต์ เสนคุ้ม
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นางสาวรุ่งระวี โสขุมา
ศาลอุทธรณ์ - นางวิไลลักษณ์ อินทุภูติ
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ผบ.(พ)98/2564
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้