Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 461/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเกิดเหตุ ย่อมมี สิทธิรื้อถอนทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่นำเข้ามาไว้ในที่ดิน ของจำเลยโดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336เมื่อจำเลยใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ตามสมควรแก่พฤติการณ์จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2533 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองกับพวกอีกคนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ 1 คัน ไถทำลายต้นมันแกวอายุประมาณ 3 เดือนให้ผลแล้วของนายวสันต์ ยามะสัก นายสี ยาวุฒิ นายสมพงษ์ ปาวินนายชาญณรงค์ เสนหล้า และนายสมศักดิ์ กาวินจันทร์ ผู้เสียหายซึ่งเป็นกสิกรมีอาชีพทำไร่มันแกวโดยต้นไม่ดังกล่าวปลูกอยู่ในเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 8 ไร่ ทำให้ผู้เสียหายทั้งห้าได้รับความเสียหาย คิดเป็นเงินจำนวน 62,000 บาท จำเลยทั้งสองกับพวกยังได้ร่วมกันใช้รถแทรกเตอร์ดังกล่าว ไถทำลายบ้านพัก 3 หลังเสารั้วปูน 122 ต้น ลวดหนามล้อมรั้ว 120 ขด ของผู้เสียหายทั้งห้าที่สร้างขึ้นไว้เพื่อดูแลรักษาต้นมันแกวดังกล่าวคิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 36,900 บาท

ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,359, 33, 83 ริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณานายวสันต์ ยามะสัก นายสี ยาวุฒินายสมศักดิ์ กาวินจันทร์ นายสมพงษ์ ปาวิน และนายชาญณรงค์ เสนหล้า ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 359 (4) ให้จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยที่ 1 ได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไปโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี โดยกำหนดเงื่อนไขคุมประพฤติจำเลยที่ 1 โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 2 เดือนเป็นเวลา 1 ปี

ห้ามจำเลยที่ 1 เข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของโจทก์ร่วมทั้งห้า อันจะนำไปสู่การกระทำความผิดในลักษณะเดียวกับคดีนี้อีก ริบของกลาง ให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ร่วมทั้งห้าฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุตามฟ้อง โจทก์ร่วมทั้งห้าปลูกกระต๊อบ 3 หลังราคาหลังละ 2,000-3,000 บาท ล้อมรั้วลวดหนามและเป็นเจ้าของต้นมันแกวในที่ดินเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ใช้รถแทรกเตอร์ไถที่ดินเป็นเหตุให้ต้นมันแกว กระต๊อบ และรั้วลวดหนามได้รับความเสียหาย... พยานหลักฐานจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักและเหตุผลดีกว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งห้า ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 จึงมีสิทธิที่จะใช้สอยและติดตามเอาคืนที่ดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จำเลยที่ 1 เบิกความว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 669 และ 701 รวม 2 แปลงมีเนื้อที่รวม 110 ไร่ ตามเอกสารหมาย

ล. 10และ ล. 11 เมื่อจำเลยที่ 1 ได้มาแล้วได้นำที่ดินดังกล่าวดำเนินการจัดสรรเพื่อขายในลักษณะสวนเกษตร โดยเจ้าของที่ดินเดิมแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงย่อยไว้แล้วตามเอกสารหมาย ล.12 และหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับโอนที่ดินทั้งสองแปลงมาแล้ว ก็ได้นำที่ดินดังกล่าวให้ผู้อื่นเช่าโดยมีนายมนัส เป็นผู้ดูแล จำเลยที่ 1ให้นายกิจ นายเดชาและนายเจริญ เป็นผู้เช่าที่ดินที่เกิดเหตุโดยมีข้อตกลงว่าผู้เช่าที่ดินที่เกิดเหตุจะต้องออกไปจากที่ดินภายในเดือนสิงหาคม 2533 วันที่ 26 สิงหาคม 2533 จำเลยที่ 1ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอสันทรายเกี่ยวกับรายละเอียดดังกล่าวเพื่อจะคัดรายงานประจำวันข้อความที่แจ้งนั้นไปให้กำนันผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทราบว่าจำเลยที่ 1จำเป็นต้องใช้ที่ดินดังกล่าว

ปรากฏตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย ล.13 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้แจ้งนายจำรัสเข้าไปดำเนินการไถปรับที่ดินที่เกิดเหตุโดยมีค่าจ้าง 15,000 บาทเมื่อดำเนินการไถตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2533 จนถึง 6 กันยายน2533 ผู้รับจ้างได้ดำเนินการไถที่ดินทั้งหมดเว้นไว้เฉพาะเนื้อที่ที่มีการปลูกมันแกวจำนวนประมาณ 4 ไร่ ซึ่งให้รอไว้ก่อนเพื่อหาตัวเจ้าของผู้ปลูกมันแกว รายละเอียดการจ้างเหมา ปรากฏตามเอกสารหมายล.14 และ ล.15 ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2533 นายมนัสโทรศัพท์ไปบอกจำเลยที่ 1 ว่ามีผู้มาปักเสารั้วและปลูกกระต๊อบจำนวน 3 หลัง และขึ้นโครงไม้รวกเล็ก ๆ บริเวณที่เกิดเหตุจำเลยที่ 1 จึงตามกำนันผู้ใหญ่บ้านที่เกิดเหตุมาดำเนินการปิดป้ายประกาศที่เสารั้วแจ้งให้ผู้ทำรั้วและปลูกกระต๊อบมาแสดงตัวที่บ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกำนัน

มิฉะนั้นจะดำเนินการทันทีปรากฏตามภาพถ่ายป้ายที่ติดอยู่ในที่ดินหมาย ล.16 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 กลับมาดูที่เกิดเหตุพร้อมกับพันตำรวจโทสุนทร ศรีทองในวันที่ 18 กันยายน 2533 จำเลยที่ 1 แจ้งต่อพันตำรวจโทสุนทร ว่า จำเลยที่ 1 ไม่อาจดำเนินการใด ๆ ในที่ดินเกิดเหตุได้เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้ปลูกกระต๊อบและล้อมรั้วไว้เป็นผู้ใด พันตำรวจโทสุนทร บอกจำเลยที่ 1 ว่า ที่ดินเป็นของจำเลยที่ 1 อยู่แล้วจำเลยที่ 1 ย่อมดำเนินการใด ๆ ได้ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2533 ซึ่งครบกำหนดตามประกาศที่จำเลยที่ 1 ติดไว้ก็ยังไม่มีบุคคลใดแสดงตัวเป็นเจ้าของ จำเลยที่ 1 จึงให้ผู้ขับรถแทรกเตอร์ของกลางไถที่ดินที่เกิดเหตุ คำเบิกความของจำเลยที่ 1 มีเอกสารประกอบและมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกำนันท้องที่และนายมนัส

ผู้ดูแลที่ดินของจำเลยที่ 1 เบิกความสนับสนุนจึงน่าเชื่อว่าเป็นจริงตามนั้นศาลฎีกาเห็นว่า รูปคดีฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิใช้สอยติดตามและเอาคืนในฐานะของเจ้าของทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 โดยจำเลยที่ 1รื้อถอนทรัพย์ของโจทก์ร่วมทั้งห้าที่ได้นำเข้ามาไว้ในที่ดินของจำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมายอันเป็นการขัดขวางการใช้ทรัพย์ของจำเลย การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ตามสมควรแก่พฤติการณ์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ดังที่โจทก์ฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นด้วยในผล ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งห้าฟังไม่ขึ้นแต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้ริบของกลางนั้น เมื่อฟังว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดตามฟ้องแล้ว ของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการทำความผิดไม่อาจริบได้ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มีพาศน์ โปตระนันทน์ · สมปอง เสนเนียม · ธวัชชัย พิทักษ์พล
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้