Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4608/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คดีก่อนพนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้น ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์มีข้อตกลงกับโจทก์ว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างที่จำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์จำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ด้วยวิธีการต่างๆ หลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,222,095 บาท อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกพร้อมค่าปรับ อันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งของคดีอาญาคดีก่อน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เคยเป็นพนักงานของโจทก์สาขาหนองหอยในตำแหน่งพนักงานบัญชีและการเงิน มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงินรายงานทางบัญชีการเงิน (บัญชีกระแสรายวัน) จัดทำสัญญาเช่าซื้อกับลูกค้าและหน้าที่อื่นตามที่ได้รับมอบหมาย โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานไว้แก่โจทก์ตกลงว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอกฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอมชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับอีก 3 เท่า ของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม

ระหว่างทำงานอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ไปด้วยวิธีการต่างๆ คือ เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับเงินที่ลูกค้านำมาชำระหนี้ หรือได้รับเงินที่โอนมาจากสาขาอื่นแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ลงรายการรับเงินในบัญชีกระแสรายวันหรือลงบัญชีน้อยกว่าจำนวนที่ได้รับจริง แล้วยักยอกเอาเงินส่วนไม่ได้ลงบัญชีหรือส่วนที่เกินจากจำนวนที่ลงไว้ในบัญชีไปเป็นของตนบ้างทำรายการจ่ายเงินเท็จลงในบัญชีกระแสรายวันเพื่อให้ยอดเงินคงเหลือในบัญชีกระแสรายวันมีจำนวนน้อยกว่าเงินที่มีอยู่จริง แล้วยักยอกเอาส่วนที่เกินจากจำนวนในบัญชีกระแสรายวันไปเป็นของตนบ้าง หลายครั้งหลายหน รวมเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกทั้งสิ้น 1,222,095 บาท

การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงานทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์และค่าปรับตามสัญญาอีก 3 เท่า คิดเป็นเงิน 3,666,285 บาท รวมเป็นเงิน 4,888,380 บาท โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 4,888,380 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ ซึ่งพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในข้อหายักยอกและมีคำขอส่วนแพ่งให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินจำนวน 1,097,506 บาท ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นคู่ความในคดีดังกล่าวส่วนแพ่งซึ่งศาลได้รับไว้พิจารณาแล้ว ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานกลาง โจทก์ขอถอนฟ้องในส่วนคำฟ้องข้อ 3.2 ข้อ 3.4 ข้อ 3.6

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งอนุญาต กับจำเลยทั้งสองขอสละข้อต่อสู้ในประเด็นเรื่องอำนาจในการฟ้องคดีแทนกับประเด็นเรื่องฟ้องเคลือบคลุมและคู่ความแถลงรับข้อเท็จจริงกันว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ทำสัญญาจ้างกันไว้ตามเอกสารหมาย จ.3 โดยจำเลยที่ 2 ทำสัญญาเป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.4 เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 10.50 นาฬิกา พนักงานอัยการได้เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ข้อหายักยอกเงินของโจทก์จำนวน 1,097,506 บาท โดยมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืน หรือใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย ตามเอกสารหมาย ล.2 เงินที่โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่า จำเลยที่ 1 ยักยอกและยังติดใจให้จำเลยทั้งสองชดใช้ในคดีนี้เป็นเงินจำนวนเดียวกันกับเงินที่พนักงานอัยการฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกและขอให้ใช้คืนในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 โดยเป็นส่วนหนึ่งของเงินในคดีดังกล่าว

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ที่ศาลจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2545 เวลา 14 นาฬิกา แต่ในวันเดียวกันนั้น เวลา 10.50 นาฬิกา ศาลแขวงเชียงใหม่ได้รับฟ้องคดีที่พนักงานอัยการประจำศาลแขวงเชียงใหม่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ในความผิดฐานยักยอกเงินจำนวนเดียวกันกับเงินในคดีนี้และมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ยักยอกไปอันเป็นการขอแทนโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เมื่อศาลแขวงเชียงใหม่ได้รับคำขอส่วนแพ่งของพนักงานอัยการดังกล่าวไว้พิจารณาแล้วย่อมมีผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน

พ.ศ.2522 มาตรา 31 ที่ห้ามไม่ให้โจทก์ยื่นคำฟ้องเรื่องเดียวกันนั้นต่อศาลเดียวกันหรือศาลอื่นอีกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่ยักยอก จึงเป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ส่วนเงินค่าปรับต้องคำนวณจากเงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอก เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เรียกเงินที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกจึงยังไม่อาจคำนวณเงินค่าปรับได้ จำเลยที่ 1 จึงยังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ปรากฏตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ว่า จำเลยที่ 2 ตกลงชดใช้ค่าเสียหายในการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เมื่อยังไม่ปรากฏในคดีนี้ว่าจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่เพียงใด และคำขอส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ศาลยังมิได้มีคำวินิจฉัย ในชั้นนี้จำเลยที่ 2 จึงยังไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่หรือไม่ เห็นว่า คดีก่อนคือคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ดังกล่าว พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานยักยอกเงินและขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกไปแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้การขอให้คืนหรือใช้เงินจะเป็นการขอแทนโจทก์ซึ่งเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ก็ตาม แต่ก็เป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำผิดอาญาเท่านั้นส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่รับเงิน เก็บรักษาเงิน อนุมัติและเบิกจ่ายเงิน ตลอดจนทำรายงานทางบัญชีการเงินหรือบัญชีกระแสรายวัน

ตกลงว่าในระหว่างการทำงานหากจำเลยที่ 1 ทุจริตต่อหน้าที่ ยักยอก ฉ้อโกงจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ยอดชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดและยอมเสียค่าปรับให้โจทก์อีก 3 เท่าของราคาทรัพย์สินหรือความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ระหว่างจำเลยที่ 1 ทำงานอยู่กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ทุจริตต่อหน้าที่โดยยักยอกเงินของโจทก์ไปด้วยวิธีการต่างๆ หลายครั้งรวมเป็นเงิน 1,222,095 บาท อันเป็นการจงใจละเมิดสัญญาจ้างแรงงาน จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวและค่าปรับตามสัญญาให้แก่โจทก์โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ยักยอกพร้อมค่าปรับอันเป็นการฟ้องในมูลหนี้ผิดสัญญาทางแพ่ง

แม้จะมีคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงินที่ยักยอกเหมือนกัน แต่ข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาในคดีที่พนักงานอัยการขอให้บังคับในส่วนแพ่งนั้นมาจากการกระทำผิดอาญาอันเป็นการเรียกร้องในมูลหนี้ละเมิด แต่คดีนี้มีที่มาจากมูลสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาค้ำประกัน ข้ออ้างอันอาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจึงมิได้เป็นอย่างเดียวกัน ไม่ใช่เป็นการฟ้องร้องเรื่องเดียวกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรคสอง (1) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้อนกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 934/2545 ของศาลแขวงเชียงใหม่ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ด้วยเหตุดังกล่าว ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยประเด็นอื่นแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จรัส พวงมณี · อรพินท์ เศรษฐมานิต · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้