Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2540 (เลขอ้างอิง 45985)

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากของกรรมการมูลนิธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 แต่กรรมการมูลนิธิบางคนตายคงเหลือเพียง 2 คน และไม่อาจหาเสียงข้างมากได้ ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ตามมาตรา 131(3) จึงต้องเลิกมูลนิธิ

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน เพื่อความสะดวกในการพิจารณาให้เรียกผู้ร้องในสำนวนแรกและผู้คัดค้านในสำนวนหลังว่าผู้ร้องที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 1ในสำนวนแรกและผู้ร้องในสำนวนหลังว่าผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านที่ 2 ในสำนวนแรกว่าผู้ร้องที่ 2สำนวนแรกผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องว่า สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่ศาสนาอิสลาม มีทรัพย์สินคือที่ดิน เพื่อปลูกสร้างสุเหร่าสำหรับอิสลามิกชนได้ประชุมทำพิธีในกิจศาสนากำหนดให้มีกรรมการ (ผู้จัดการ) อย่างน้อย 3 คน อย่างมาก5 คน ตลอดไป ผู้ร้องที่ 1 เป็นรองประธานกรรมการสุเหร่าคลองกุ่ม มูลนิธิโดยมีนายดินมีหิรัญ เป็นประธานกรรมการและเหรัญญิก ผู้คัดค้านเป็นกรรมการและเลขานุการ

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2535 นายดินถึงแก่กรรมจึงมีกรรมการเหลืออยู่เพียง 2 คน ซึ่งไม่ครบจำนวนตามตราสารจัดตั้งมูลนิธิ ทำให้มูลนิธิไม่สามารถดำเนินการไปตามวัตถุประสงค์ผู้ร้องที่ 1 กับผู้คัดค้านปรึกษาและตกลงกันที่จะแต่งตั้งให้นายมณิศ วิทยานนท์ อิหม่ามประจำมัสยิดอิสลาม (สุเหร่าคลองกุ่ม) เป็นกรรมการแทน เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2535 ผู้ร้องที่ 1 ไปขอยื่นจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อแต่งตั้งนายมณิศเป็นกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ปรากฏว่าผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านการจดทะเบียนดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้ร้องที่ 1 มายื่นคำร้องต่อศาลตั้งนายมณิศ เสียก่อนจึงจะจดทะเบียนให้ได้ ขอให้มีคำสั่งตั้งนายมณิศเป็นกรรมการของสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิผู้ร้องที่ 2 ยื่นคำร้องว่า

ผู้ร้องที่ 2 เป็นสัปปุรุษของศาสนาอิสลามและเป็นผู้ประกอบกิจทางศาสนาอิสลามที่สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิ ปัจจุบันอิสลามิกชนยังใช้สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิเป็นสถานที่ทำพิธีในกิจการศาสนาอยู่ มิได้หยุดดำเนินการมาเกิน 2 ปี เมื่อกรรมการเหลือเพียง 2 คน ต้องเลือกกรรมการให้ครบ 3 คน ก่อน มิใช่กรรมการคนหนึ่งคนใดที่เหลือจะมาร้องขอให้เลิกสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิได้ และนายมณิศ วิทยานนท์ เป็นผู้นำศาสนาของสุเหร่าคลองกุ่มที่อาวุโสและดำรงอยู่ในความยุติธรรมเป็นที่เคารพนับถือในหมู่อิสลามิกชน จึงเป็นผู้เหมาะสมที่จะเป็นกรรมการ ขอให้มีคำสั่งตั้งนายมณิศเป็นกรรมการสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ร้องที่ 2

ผู้ร้องที่ 2อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์จึงรวบรวมสำนวนส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาว่าผู้ร้องที่ 2 ทิ้งอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีเฉพาะผู้ร้องที่ 2 ออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า หลังจากนายดิน มีหิรัญ ถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านในฐานะกรรมการของสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิไม่เคยมีการประชุมเพื่อแต่งตั้งนายมณิศเป็นกรรมการรายงานการประชุมที่ผู้ร้องที่ 1 อ้างเพื่อนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นรายงานที่ผู้ร้องที่ 1 ทำขึ้นฝ่ายเดียว ผู้คัดค้านจึงไปทำการคัดค้านขอให้ยกคำร้องสำนวนหลังผู้คัดค้านยื่นคำร้องว่า สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิจดทะเบียนนิติบุคคลเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2484 มีกรรมการ 3 คน

คือ นายดิน มีหิรัญ เป็นประธานกรรมการและเหรัญญิกผู้ร้องที่ 1 เป็นรองประธานกรรมการและผู้คัดค้านเป็นกรรมการ ต่อมาเมื่อนายดินถึงแก่กรรมเหลือกรรมการเพียง 2 คน ทำให้สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ และไม่สามารถตกลงกันได้ในกิจการต่าง ๆ ของมูลนิธิมานานเกิน2 ปีแล้ว ขอให้มีคำสั่งให้เลิกสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำคัดค้านว่า สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์แก่การศาสนาอิสลามโดยอุทิศทรัพย์สินเป็นที่ดินให้ปลูกสร้างสุเหร่าสำหรับอิสลามิกชนได้ประชุมทำพิธีในกิจการศาสนาโดยไม่คิดมูลค่า ปัจจุบันมูลนิธิยังคงดำเนินกิจการทางศาสนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของผู้ร้องที่ 1 และมีคำสั่งให้เลิกสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิผู้ร้องที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ผู้ร้องที่ 1 ฎีกาข้อต่อไปว่า เมื่อนายดินถึงแก่กรรมแล้ว กรรมการที่เหลือคือผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านได้เสนอให้แต่งตั้งนายมณิศ วิทยานนท์ เป็นกรรมการแทนตามเอกสารหมาย ร.13 ซึ่งผู้ร้องที่ 1 ก็เห็นชอบด้วย สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิยังสามารถดำเนินการต่อไปได้ ข้อนี้ผู้ร้องที่ 1 เบิกความเป็นพยานว่า เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2535 นายดินถึงแก่กรรม ตามข้อบังคับตราสารจัดตั้งมูลนิธิเอกสารหมาย ร.1 กำหนดว่า ให้กรรมการที่เหลืออยู่แต่งตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการแทน ซึ่งกรรมการที่เหลืออยู่คือผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านได้เสนอแต่งตั้งนายมณิศอิหม่ามประจำมัสยิดอิสลามเป็นกรรมการแทน ตามเอกสารหมาย ร.13 ผู้คัดค้านได้คัดค้าน ตามเอกสารหมาย

ร.15 และเสนอว่าให้แต่งตั้งกรรมการเพิ่มอีก 2 คน นอกจากนายมณิศรวมเป็นกรรมการเพิ่มเติม 3คน ตามเอกสารหมาย ร.17 และผู้คัดค้านเบิกความเป็นพยานว่า ได้เสนอหนังสือตามเอกสารหมาย ร.13 ให้นายมณิศ แต่นายมณิศไม่ยอมรับเงื่อนไข เหตุที่คัดค้านนายมณิศเป็นประธานมูลนิธิ เพราะนายมณิศไม่วางตัวเป็นกลางและเบิกความตอบทนายผู้ร้องที่ 1ถามค้านว่า ไม่คัดค้านที่จะให้นายมณิศเป็นกรรมการมูลนิธิ ปรากฏว่า ตามเอกสารหมาย ร.13 มีข้อความตอนหนึ่งว่า "...ทางพวกเราเห็นว่าประธานสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิผู้ที่มีความเหมาะสมมากที่สุด คือท่านอิหม่าม เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือแต่ทางพวกเราได้เล็งเห็นว่า งานของสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิควรจะมีกิจกรรมให้มากขึ้น

ฯลฯ อันควรจะแก้ตราสารของสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิให้มีอายุการทำงาน 4 ปี และให้คณะกรรมการมัสยิดอิสลามทั้งหมดเป็นกรรมการสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิด้วย เพื่อจะได้ทำงานไปในแนวทางเดียวกัน..." เห็นว่า ตามข้อความดังกล่าวข้างต้น ผู้คัดค้านไม่ได้เสนอแต่งตั้งนายมณิศเป็นกรรมการแทนเพียงอย่างเดียว แต่ได้เสนอให้แก้ตราสารของมูลนิธิด้วยและตามคำเบิกความของผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านก็รับว่าผู้ร้องที่ 1 และผู้คัดค้านตกลงกันไม่ได้ว่าจะเลือกใครเป็นกรรมการแทนนายดิน เมื่อการดำเนินกิจการของมูลนิธิจะต้องเป็นไปตามเสียงข้างมาก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 71 แต่สุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิมีกรรมการเหลือเพียง 2 คน และไม่อาจหาเสียงข้างมากได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 131(3)

ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้เลิกสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน เมื่อสุเหร่าคลองกุ่มมูลนิธิต้องเลิกไปแล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องที่ 1 ข้อที่ว่า ผู้ร้องที่ 1 มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแต่งตั้งนายมณิศ วิทยานนท์ เป็นกรรมการหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่เป็นสาระแก่คดี"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · พรชัย สมรรถเวช · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้