Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4595/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์เคยฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2485 มาตรา 48 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังว่า จำเลยใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามอันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสาร โจทก์ฟ้องจำเลยคดีนี้ เป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา คำพิพากษา ส่วนอาญาย่อมผูกพันจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46จำเลยไม่อาจโต้เถียงข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นอย่างอื่นได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 423 วรรคหนึ่ง แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447จะบัญญัติให้จำเลยในคดีแพ่งรับผิดชอบจัดการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์อันเป็นทางแก้เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์กลับคืนดีก็ตาม แต่เมื่อในคดีอาญาศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยโฆษณาคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาในหนังสือพิมพ์โดยจำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณาแล้วเป็นการเพียงพอที่จะแก้ไขให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องโฆษณาในคดีส่วนแพ่งต่อไปอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนักการเมืองเคยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนจังหวัดแพร่ให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดต่อกันมา6 สมัย เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมาแล้วหลายตำแหน่งเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงคือมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์ในการออกและจำหน่ายหนังสือพิมพ์ และเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน อันเป็นหนังสือพิมพ์รายวันพิมพ์จำหน่ายจ่ายแจกให้ประชาชนได้อ่านทั่วราชอาณาจักร มีจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ทำหน้าที่บรรณาธิการผู้พิมพ์ ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 จำเลยทั้งสองได้ตีพิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันว่าเหตุเกิดเพราะโกใหญ่...มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า

นายณรงค์วงศ์วรรณ มีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ของ ดีอีเอ ฉบับประจำวันที่ 28 และ29 มีนาคม 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้าที่ 1 ว่านสพ. ต่างชาติตีแผ่ทั่ว ณรงค์-ผง-ทหาร...มีรายละเอียดต่อหน้า 15ตอนหนึ่งว่า นายณรงค์ วงศ์วรรณ ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยโดยพาดหัวข่าวว่านักค้ายาเสพติดผู้โด่งดังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ฉบับประจำวันที่ 30 มีนาคม 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า เชื่อไร้คำตอบจากสหรัฐ อานันท์ยันไม่ก้าวก่าย...มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า เผยอเมริกันแคลงใจหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมนานแล้วเคยส่งทูตเจรจาลับรัฐบาลชาติชาย ยับยั้งนำเข้าร่วมรัฐบาล...ฉบับประจำวันที่ 1 เมษายน 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1ว่า

บุญชนะติงนายกฯ ใหม่ อย่าทำการค้า ตปท. พัง...มีรายละเอียดต่อหน้า15 และหน้า 16 บทความชื่อโกใหญ่ หนึ่งในเส้นเชือกมัดคอฆ่าณรงค์วงศ์วรรณ มีข้อความตอนหนึ่งว่า ในหมู่มือปราบยาเสพติดล้วนให้ข้อมูลตรงกันประการหนึ่งว่า เหตุที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อนายณรงค์ไว้ในบัญชีดำนั้น เนื่องเพราะบรรดาผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติในย่านภาคเหนือล้วนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับณรงค์วงศ์วรรณ ฉบับประจำวันที่ 4 และ 5 เมษายน 2535 พิมพ์ข้อความเป็นหัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า ออสซี่งดวีซ่าณรงค์เฉยจะเป็นนายกเส้นทางสวรรค์สู่เก้าอี้ผู้นำตึกไทยคู่ฟ้าของณรงค์ วงศ์วรรณ์ มีอุปสรรคอีกแล้ว รอยเตอร์ตีพิมพ์ใหม่ออสเตรเลียไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศอีกแล้วข้อหาเดิมยาเสพติด...

มีรายละเอียดต่อหน้า 11 ตอนหนึ่งว่า... ถ้าเขามาทำเรื่องขอวีซ่า เขาจะได้รับการปฏิเสธ... ซึ่งข้อความที่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันลงพิมพ์ดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารหนังสือพิมพ์ ทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจความหมายไปในทางที่ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี ค้ายาเสพติดเฮโรอีน ซึ่งล้วนเป็นความเท็จทั้งสิ้น ความจริงโจทก์มิได้ค้ายาเสพติดไม่เคยค้าเฮโรอีน ไม่เคยมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาฐานหมิ่นประมาทและผิดพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 ต่อศาลจังหวัดแพร่ คดีหมายเลขดำที่ 767/2535 คดีมีมูล ศาลสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา

จำเลยที่ 2 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติคุณถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังจากประชาชนทั่วไปทั่วราชอาณาจักรทำให้โจทก์เป็นที่รังเกียจของสังคม ทำให้ประชาชนเสื่อมความศรัทธาในตัวโจทก์ทั้งในปัจจุบันและอนาคตหมดความนิยมเชื่อถือของผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไปเป็นการขัดขวางและทำลายอนาคตของโจทก์ไม่ให้โจทก์ได้รับใช้ประชาชนไม่ว่าระดับใดอีกต่อไป นอกจากจะได้รับความเสียหายในด้านจิตใจในทางอนามัยแล้วยังเป็นผลเสียหายต่อคะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อโจทก์ในการที่จะทำงานในหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เป็นการตัดหนทางเจริญของโจทก์ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือได้รับเลือกตั้งอื่นใดในการบริหารระดับประเทศอีกต่อไป

เมื่อได้พิจารณาถึงความเป็นอยู่ ชื่อเสียง เกียรติคุณของโจทก์และจำเลยทั้งสองแล้ว โจทก์จึงขอเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันประกาศคำพิพากษาและคำขออภัยในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับด้วยเนื้อที่ 1 ใน 2 ของหน้า 1 ของแต่ละฉบับเป็นเวลา 15 วันติดต่อกันโดยจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นจำเลยทั้งสองให้การว่า ข้อความที่ลงพิมพ์ตามที่โจทก์กล่าวมาในฟ้องและที่โจทก์อ้างว่าทำให้ประชาชนผู้อ่านเข้าใจความหมายไปในทางที่ว่าโจทก์เป็นคนไม่ดีค้ายาเสพติดเฮโรอีน

จนมีชื่ออยู่ในบัญชีดำของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของประเทศสหรัฐอเมริกาว่าพัวพันยาเสพติด จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าข้อความที่ตีพิมพ์และไขข่าวออกไปมิได้มีความหมายถึงขนาดดังที่โจทก์อ้าง ทั้งประชาชนโดยทั่วไปก็มิได้เข้าใจเช่นนั้น เป็นเรื่องที่โจทก์คิดมากไปเองเพราะข้อความดังกล่าวที่จำเลยทั้งสองตีพิมพ์และไขข่าว ล้วนแต่ได้มาจากแหล่งข่าวและข้อมูลที่เป็นความจริงทั้งสิ้น โจทก์ก็รับทราบข่าวดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นข่าวจาก "ทัตไวเลอร์" โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาข่าวจากหนังสือพิมพ์ "วอลสตรีท เจอร์นัล" "วอชิงตันโพสต์" หรือจากการแถลงข่าวของสหพันธ์นักศึกษาไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นกัน จำเลยทั้งสองมิได้มีเจตนาไขข่าวหรือตีพิมพ์ข้อความใดอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณ หรือทางทำมาหาได้หรือทางเจริญอื่นของโจทก์แต่อย่างใด

เพราะข้อความดังกล่าวทั้งหมดล้วนแต่เป็นความจริงและเป็นการกล่าวหรือไขข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป ไม่มีข้อความใดเป็นหมิ่นประมาท โจทก์มิได้กล่าวยืนยันให้ชัดเจนว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำเช่นนั้น แต่กลับกันเป็นเรื่องที่สำคัญและเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ส่วนที่โจทก์เรียกร้องค่าเสียหาย 100,000,000 บาท โจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างมาคลุม ๆไม่ได้แยกให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด เป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้ชัดแจ้งทั้งเป็นการประเมินค่าเสียหายเกินความจริง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 5,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์และจำเลยทั้งสองฎีการะหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการและศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยที่ 1 แล้ว ศาลฎีกาจึงให้งดการพิจารณาสำหรับจำเลยที่ 1 ไว้ชั่วคราว ให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1จากสารบบความศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังได้ว่า โจทก์เป็นนักการเมืองเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี เมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปปี 2535 โจทก์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่และสมาชิกพรรคสามัคคีธรรมได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนสูงสุด โจทก์ได้รวบรวมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคการเมืองอื่นที่จะสนับสนุนให้โจทก์จัดตั้งรัฐบาล โดยโจทก์จะได้รับเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์

ผู้โฆษณา เสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันของจำเลยที่ 1 ฉบับวันที่ 27มีนาคม 2535 ด้วยการพาดหัวข่าวในหน้า 1 ว่า เหตุเกิดเพราะโกใหญ่มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า โจทก์มีชื่ออยู่ในแบล็กลิสต์ของดีอีเอ ฉบับประจำวันที่ 28 และ 29 มีนาคม 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า นสพ. ต่างชาติตีแผ่ทั่วณรงค์-ผง-ทหาร มีรายละเอียดต่อหน้า 15 ตอนหนึ่งว่า โจทก์ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยโดยพาดหัวข่าวว่านักค้ายาเสพติดผู้โด่งดังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ฉบับประจำวันที่ 30 มีนาคม 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวในหน้า 1ว่า เชื่อไร้คำตอบจากสหรัฐ อานันท์ยันไม่ก้าวก่าย มีรายละเอียดต่อหน้า15 ตอนหนึ่งว่า เผยอเมริกันแคลงใจหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมนานแล้วเคยส่งทูตเจรจาลับรัฐบาลชาติชาย

ยับยั้งนำเข้าร่วมรัฐบาล ฉบับประจำวันที่ 1 เมษายน 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวในหน้า 1 ว่า บุญชนะติงนายกฯใหม่ อย่าทำการค้า ตปท. พัง มีรายละเอียดต่อหน้า 15 และหน้า 16บทความชื่อ โกใหญ่หนึ่งในเส้นเชือกมัดคอฆ่าโจทก์ มีข้อความตอนหนึ่งว่า ในหมู่มือปราบยาเสพติดล้วนให้ข้อมูลตรงกันประการหนึ่งว่า เหตุที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดสหรัฐอเมริกาขึ้นชื่อโจทก์ไว้ในบัญชีดำนั้นเนื่องเพราะบรรดาผู้ค้ายาเสพติดข้ามชาติในย่านภาคเหนือล้วนมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับโจทก์ ฉบับประจำวันที่ 4 และ 5 เมษายน 2535 พิมพ์หัวข้อข่าวหน้า 1 ว่า ออสซี่งดวีซ่า โจทก์เฉยจะเป็นนายก เส้นทางสวรรค์สู่เก้าอี้ผู้นำตึกไทยคู่ฟ้าของโจทก์มีอุปสรรคอีกแล้ว รอยเตอร์ตีพิมพ์ใหม่ออสเตรเลียไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศอีกแล้ว ข้อหาเดิมยาเสพติด

มีรายละเอียดต่อหน้า 11 ตอนหนึ่งว่า ถ้าเขามาทำเรื่องขอวีซ่าเขาจะได้รับการปฏิเสธตามเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.6 ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าว(จำเลยที่ 1 คดีนี้) คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537ของศาลจังหวัดแพร่มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2ทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาสรุปได้ว่า ข่าวเกี่ยวกับโจทก์นั้นได้มีสำนักข่าวและหนังสือพิมพ์ต่างประเทศต่างกระจายข่าวและตีพิมพ์ลงข่าววิจารณ์กันเกรียวกราวทั่วโลก

จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนักหนังสือพิมพ์สื่อมวลชนโดยหน้าที่และจรรยาบรรณแล้ว ต้องนำข่าวดังกล่าวเสนอต่อประชาชนให้ทราบอันเป็นประโยชน์สาธารณะตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามสมควรในวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยและขณะนั้นเป็นช่วงระยะเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ซึ่งมีรายงานว่าโจทก์จะได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีอันเป็นตำแหน่งสำคัญยิ่งของประเทศ ดังนั้น บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้ต้องเป็นที่ยอมรับนับถือและศรัทธาของประชาชน มีความซื่อสัตย์สุจริตไม่มัวหมองการที่บุคคลใดจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นย่อมถือว่าเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง หากจำเลยที่ 2 ไม่ลงข่าวสารข้อมูลดังกล่าวเท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนทั่วประเทศ

ผิดจรรยาบรรณของสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์จึงจำต้องเสนอข่าวให้ประชาชนทราบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์และประชาชนผู้รับข่าวสารมีทางได้เสียโดยชอบและจำเลยที่ 2 ผู้ไขข่าวก็มิได้รู้ว่าข่าวดังกล่าวเป็นความไม่จริง จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 นั้น เห็นว่า แม้โจทก์เป็นนักการเมืองที่ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่สมควรต้องถูกตรวจสอบได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความประพฤติ การประกอบอาชีพและความเป็นอยู่ตามสมควรก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ก็ต้องมีวิจารณญาณตามสมควรที่จะไม่กระทำการใด ๆ อันเป็นการล่วงสิทธิขั้นพื้นฐานของโจทก์ ด้วยการเสนอข้อความอันฝ่าฝืนความจริงต่อประชาชนก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์

ทำให้ประชาชนดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423วรรคแรกที่บัญญัติว่า "ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงเป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริง แต่หากควรจะรู้ได้" จำเลยที่ 2 ในฐานะสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ที่จะนำข่าวต่าง ๆ ที่ได้รับไม่ว่าทางใดมาไขข่าวให้แพร่หลายต่อไป ย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบก่อนว่าข่าวที่ได้รับนั้นเป็นความจริงหรือไม่เพียงใด

เพราะการเสนอแต่ข่าวที่เป็นความจริงน่าจะเป็นการกระทำโดยชอบด้วยจรรยาบรรณของสื่อมวลชนนักหนังสือพิมพ์ มิใช่เรื่องที่จะเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนแต่อย่างใดการที่จำเลยที่ 2 เสนอข่าวเกี่ยวกับโจทก์ให้ประชาชนทราบโดยอ้างแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 ผู้ไขข่าวมิได้รู้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงเท่านั้น ย่อมไม่อาจทำให้จำเลยที่ 2 พ้นความรับผิด เมื่อข่าวที่จำเลยที่ 2ไขข่าวต่อนั้นเป็นข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ประชาชนผู้ไม่รู้ความจริงที่ได้รับข่าวที่จำเลยที่ 2 ไขข่าวเกี่ยวกับโจทก์ให้แพร่หลายย่อมจะดูหมิ่นเกลียดชังโจทก์ได้ อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณทางทำมาหาได้และทางเจริญของโจทก์ ซึ่งการกระทำของจำเลยที่ 2ดังกล่าว

โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอาญาข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และความผิดต่อพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 1คดีนี้) คดีถึงที่สุดแล้ว ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537 ของศาลจังหวัดแพร่ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาดังกล่าวที่รับฟังว่าจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว(จำเลยที่ 2 คดีนี้) ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม อันเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารซึ่งทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่นเกลียดชังนั้นโดยคดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังกล่าว คำพิพากษา ส่วนอาญาย่อมผูกพันจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 จำเลยที่ 2 ไม่อาจโต้เถียงข้อเท็จจริงให้รับฟังเป็นอย่างอื่นได้การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงเป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคแรก ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์นั้นชอบแล้ว

ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายที่โจทก์ฎีกาว่า ศาลล่างทั้งสองกำหนดค่าเสียหายให้โจทก์ได้รับเพียง 5,000,000 บาท นั้น ยังเป็นจำนวนที่ไม่เหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดของจำเลยที่ 2 เพราะโจทก์เป็นบุคคลมีชื่อเสียง มีเกียรติคุณ เป็นนักการเมืองอาวุโส หลังจากจำเลยที่ 2ทำละเมิดต่อโจทก์แล้ว โจทก์ไม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสูญสิ้นอนาคตทางการเมืองยิ่งการใส่ร้ายว่าโจทก์พัวพันการค้าเฮโรอีนกระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศออสเตรเลียขึ้นบัญชีดำบุคคลผู้ค้ายาเสพติดของหน่วยปราบปรามยาเสพติดของทั้งสองประเทศไม่ให้วีซ่าเข้าประเทศ

ฐานเป็นนักค้าเฮโรอีนระดับโลก ซึ่งเป็นที่น่ารังเกียจและร้ายแรงอันเป็นการเสนอข่าวมุ่งหวังเพื่อทำลายชื่อเสียงของโจทก์ จึงเป็นเรื่องยากจะเยียวยาความเสียหาย จำเลยที่ 2 ได้ทำลายชื่อเสียงของโจทก์และวงศ์ตระกูลจนยับเยิน ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมากมายมหาศาล ขอให้กำหนดค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน 10,000,000 บาท และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การที่จำเลยที่ 2 ลงข่าวสารเกี่ยวกับโจทก์ดังกล่าวนั้นไม่ได้ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติคุณ และอาจสูญเสียโอกาสทางการเมืองในภายภาคหน้าแต่อย่างใด เพราะหลังจากจำเลยที่ 2ลงข่าวแล้ว โจทก์ยังได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่อีก ส่วนการที่โจทก์ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นไม่เกี่ยวกับการลงข่าวของจำเลยที่ 2 แต่ขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง

รวมทั้งกระแสทางการเมือง ความศรัทธาของประชาชนและบารมีที่โดดเด่นของบุคคลด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 5,000,000 บาท จึงเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2ได้ไขข่าวกล่าวว่าโจทก์เกี่ยวข้องกับการค้าขายเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง ซึ่งผู้ใดกระทำการดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ยังถือได้ว่าประพฤติตนเป็นภัยต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ตลอดถึงเป็นภัยต่อเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป ยิ่งโจทก์เป็นบุคคลที่รู้จักในหมู่ประชาชนคนไทยว่าเป็นนักการเมืองอาวุโสเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันหลายสมัย เป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม

เคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเป็นรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ตลอดจนมีโอกาสที่จะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย อันถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีชื่อเสียงและเกียรติคุณอย่างมากผู้หนึ่งในประเทศ เมื่อวิญญูชนได้รับข่าวสารที่จำเลยที่ 2 ได้ไขข่าวเกี่ยวกับโจทก์ดังกล่าวให้แพร่หลายเป็นการฝ่าฝืนต่อความจริงเช่นนั้นย่อมเป็นที่คลางแคลงในตัวโจทก์ ทำให้โจทก์ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียง เกียรติคุณของโจทก์แล้วจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เมื่อพิจารณาตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 2 กระทำต่อโจทก์ดังกล่าวนั้น เห็นว่า ศาลล่างทั้งสองใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์เหมาะสมชอบแล้ว

ไม่มีเหตุใด ๆที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 2 ต่างฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์อีกว่า การที่ศาลล่างทั้งสองมีคำพิพากษาให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้จำเลยที่ 2 โฆษณาคำพิพากษาและคำขออภัยในหนังสือพิมพ์อันเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งการกระทำของจำเลยที่ 2 เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ได้กลับคืนดีเป็นการไม่ชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อได้มีคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาให้จำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้)ที่ถูกลงโทษต้องโฆษณาคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์รายวัน 4 ฉบับ คือ ผู้จัดการรายวัน ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน ด้วย เนื้อที่ 1 ใน 2 ของหน้าหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับติดต่อกัน5 วัน โดยจำเลยที่ 1 คดีดังกล่าว (จำเลยที่ 2 คดีนี้) เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537 ของศาลจังหวัดแพร่แล้วนั้นแม้ในคดีส่วนแพ่งนี้ศาลชอบจะมีคำสั่งให้จำเลยที่ 2 รับผิดชอบจัดการโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ได้อีก

อันเป็นทางแก้เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์ได้กลับคืนดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 447 ก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 447 นั้น เป็นบทบัญญัติให้อยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งให้จำเลยที่ 2 จัดการตามที่โจทก์ขอดังกล่าวหรือไม่ก็ได้ตามสมควรเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า กรณีเรื่องเดียวกันนี้ในคดีส่วนอาญาตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1691/2537 ของศาลจังหวัดแพร่ได้พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ต้องโฆษณาคำพิพากษาในคดีส่วนอาญาทั้งหมดในหนังสือพิมพ์แล้ว แม้จะเป็นกรณีที่ศาลในคดีอาญาได้สั่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 332(2) ก็ตาม แต่ก็เป็นการให้จำเลยที่ 2จัดการตามสมควรซึ่งเป็นทางแก้เพื่อให้ชื่อเสียงเกียรติคุณของโจทก์กลับคืนดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 447 นั่นเองซึ่งเป็นการเพียงพอที่จะแก้ไขให้ชื่อเสียงของโจทก์กลับคืนดีแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องโฆษณาในคดีนี้ต่อไปอีก ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำขอส่วนนี้ของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร · ทวีวัฒน์ แดงทองดี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้