Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 459/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 76(2) บัญญัติว่าเงินค่าทดแทนนั้น ให้กำหนดเท่าราคาทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายในท้องตลาดในวันที่ พ.ร.ฎ. กำหนดแนวทางหลวงใช้บังคับ เมื่อพ.ร.ฎ. ดังกล่าวออกใช้บังคับในวันที่ 20 ธันวาคม 2524 การกำหนดค่าทดแทนให้กับโจทก์ต้องถือเอาราคาของทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันดังกล่าว แต่เมื่อในวันที่ พ.ร.ฎ.ใช้บังคับไม่มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันในบริเวณที่ถูกเวนคืนก็มิใช่ว่าจะต้องถือเอาราคาประเมินเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทนแต่เพียงอย่างเดียว ในกรณีเช่นนี้ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจ กำหนดราคาซื้อขายที่ดินของโจทก์ตามราคาธรรมดาในท้องตลาดในวันที่ พ.ร.ฎ. ใช้บังคับได้ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 67 บัญญัติว่าในกรณีที่ศาลพิพากษาให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินเพิ่มขึ้นให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินนั้นตั้งแต่วันที่ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนใช้บังคับเมื่อจำเลยยังมิได้ชำระเงินให้แก่โจทก์เลย ไม่ว่าจะเป็นเงินที่จำเลยกำหนดให้ หรือที่ศาลพิพากษาให้เพิ่มขึ้น จำเลยก็ต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่โจทก์สมควรจะได้รับนับแต่วันที่ พ.ร.ฎ.ใช้บังคับ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 249 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 มาตรา 67 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 มาตรา 76

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของร่วมกันในโฉนดเลขที่4236 และ 8093 แขวงคลองเตย เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่17 ตารางวา และ 2 งาน 79 ตารางวา ตามลำดับ ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินทั้งสองแปลงคือ อาคารเลขที่ 26 จำเลยที่ 1เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 วันที่ 18 ธันวาคม 2524 ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงวัดท่าพระ-สานเสนนอก พ.ศ. 2524 ปรากฏว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองอยู่ในท้องที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นแนวทางหลวง เป็นจำนวนเนื้อที่ 2งาน 99 ตารางวา วันที่ 12 ตุลาคม2525 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองว่าจะเข้าครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ทั้งสองในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2525 และให้โจทก์ทั้งสองไปติดต่อขอรับเงินค่าทดแทน เป็นเงิน 1,113,000 บาทจากจำเลยทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรมตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 76 และตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 74(4) จึงต้องกำหนดเงินค่าทดแทนอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นพร้อมพืชผลให้โจทก์ทั้งสองเป็นเงินทั้งสิ้น 3,110,000 บาท สำหรับที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืนรวม 299 ตารางวา คิดเป็นเงินค่าทดแทน 7,475,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 10,585,000 บาท ขอให้จำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนจำนวน 10,585,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ที่ 2 ร่วมกันให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำการโต้แย้งสิทธิอันจะทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1การกำหนดค่าทดแทน

จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์บัญญัติไว้ทุกประการโดยกำหนดค่าทดแทนรื้อถอนขนย้ายอาคารพิพาทของโจทก์ทั้งสองเป็นเงิน1,113,000 บาท โจทก์ทั้งสองต่างไม่ยอมรับ การคิดคำนวณราคาค่าทดแทนอาคารพิพาทของโจทก์ทั้งสองสูงเกินความจริง ค่าทดแทน 1,113,000 บาทเป็นราคาที่ได้คิดราคาทางเดินระหว่างอาคารและรายการเบ็ดเตล็ดอื่น ๆ รวมไว้ด้วยแล้ว สภาพที่ดินของโจทก์ทั้งสองมิใช่ทำเลาที่ประกอบกิจการค้าหรือทำธุรกิจแต่เหมาะสมที่จะใช้อยู่อาศัยโดยที่ดินโฉนดเลขที่ 4236 ที่เหลือจากการเวนคืน มิได้ทำให้มีราคาสูงขึ้นเป็นพิเศษ จึงกำหนดค่าทดแทนตารางวาละ 2,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทน 594,000 บาท

ส่วนโฉนดเลขที่ 8093 เนื้อที่ดินที่เหลือมีมากสามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่และย่อมมีราคาสูงขึ้นเป็นพิเศษเพราะเหตุที่ได้มีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จึงกำหนดค่าทดแทนตารางวาละ 1,000 บาท เป็นเงินค่าทดแทน 2,000 บาท แม้ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 67 จะได้มีบทบัญญัติให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้รับดอกเบี้ย ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ก่อให้เกิดสิทธิกับเจ้าของทรัพย์เฉพาะกรณีที่ถือว่ามีการกำหนดค่าเวนคืน โดยไม่เป็นธรรมเท่านั้น จำเลยที่ 2 พร้อมที่จะจ่ายเงินค่าทดแทนตามจำนวนที่จำเลยที่ 2 กำหนดไว้ แต่โจทก์ทั้งสองกลับปฏิเสธและไม่เคยทวงถาม จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสอง

หากจะฟังว่าโจทก์ทั้งสองมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ จำเลยทั้งสองก็ควรรับผิดเฉพาะในจำนวนเงินส่วนที่ศาลได้พิพากษาให้จำเลยชดใช้ให้กับโจทก์ทั้งสองเกินกว่าที่จำเลยที่ 2 ได้กำหนดให้โจทก์ทั้งสองไว้แล้วนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงฯ พ.ศ. 2524ประกาศใช้บังคับเท่านั้นศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ได้รับค่าทดแทนที่ดินจำนวน2,392,000 บาท ค่าทดแทน ค่าโรงเรือน ค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างจำนวน1,992,670 บาท และค่าไม้ยืนต้นหรือพืชผลจำนวน 7,330 บาทรวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 4,392,000 บาท พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเป็นเงิน 4,392,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้กรุงเทพมหานคร

จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานเจ้าหน้าที่เวรคืนอสังหาริมทรัพย์ มิใช่ในฐานะส่วนตัวร่วมกันใช้ค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสอง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 4236 และ 8093 แขวงคลองเตย เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดิน ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ดังกล่าวอยู่ในเขตเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินสายรัชดาภิเษก ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 23 และพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงวัดท่าพระ แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2514 และพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกพ.ศ. 2526 เป็นเนื้อที่ 2 งาน 99 ตารางวา ในการพิจารณาค่าทดแทนที่ดิน

โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ทั้งสอง คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 4236ซึ่งถูกเวนคืน 2 งาน 97 ตารางวา ในอัตราตารางวาละ 2,000 บาทเป็นเงิน 594,000 บาท โฉนดเลขที่ 8093 ซึ่งถูกเวนคืน 2 ตารางวาในอัตราตารางวาละ 1,000 บาท เป็นเงิน 2,000 บาท และค่าทดแทนโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 1,113,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,709,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสองโต้แย้งว่า ค่าทดแทนที่คณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์กำหนดให้แก่โจทก์ไม่ถูกต้องเป็นธรรมจึงนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกและจำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้ร่วมกันชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 10,585,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย คดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแต่เฉพาะในปัญหาว่า การกำหนดค่าทดแทนของคณะกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่โจทก์ทั้งสองชอบด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในการพิจารณากำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสอง คณะกรรมการเวนคืนได้อาศัยราคาที่ดินตามบัญชีกำหนดราคาที่ดินตามราคาตลาดเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์ สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ซึ่งใช้บังคับในปี พ.ศ. 2526 และพ.ศ. 2514 ตามลำดับ เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสอง ราคาที่ดินตามบัญชีดังกล่าวเป็นราคาที่คำนวณมาจากราคาเฉลี่ยในการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินในแต่ละท้องที่และเป็นราคาที่ถูกต้องกับความเป็นจริง ถือได้ว่าเป็นราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาด ในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงเทศบาลใช้บังคับนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 23ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2514 กำหนดแนวทางหลวงแผ่นดินผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสองแล้วก็ตามแต่ต่อมา ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงวัดท่าพระ-แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2524 โดยพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวนี้ได้กำหนดใด้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการตามพระราชกฤษฎีกาและให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชกฤษฎีกาแทนอธิบดีกรมทางหลวงซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติเป็นผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 23พระราชกฤษฎีกาที่ออกใช้บังคับในครั้งหลังนี้จึงมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 23 ไปโดยปริยาย

ดังนั้น เมื่อมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2515ข้อ 76 บัญญัติว่าเงินค่าทดแทนนั้น ถ้าไม่มีบทบัญญัติเป็นพิเศษในพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งออกตามข้อ 63 แล้วให้กำหนดเท่าราคาของทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายในท้องตลาดในวันดังต่อไปนี้ "...(2) ในวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงใช้บังคับในกรณีที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเช่นว่านั้น..." และพระราชกฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงวัดท่าพระ-แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2524 ได้ออกใช้บังคับในวันที่ 20 ธันวาคม 2524 ในการกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองจึงต้องถือเอาราคาของทรัพย์สินตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดในวันดังกล่าว ที่จำเลยทั้งสองกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสองโดยนำเอาราคาที่ดินตามบัญชีกำหนดราคาที่ดินตามราคาตลาดเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ที่ใช้บังคับในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งเป็นปีที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2526 และในปี พ.ศ. 2514 ซึ่งเป็นปีที่มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 23 ใช้บังคับ จึงหาเป็นการชอบไม่...

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์นำหลักฐานการซื้อขายที่ดินในละแวกอื่นมาประกอบการพิจารณากำหนดค่าทดแทนให้โจทก์ทั้งสองเป็นการไม่ชอบนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 295 ข้อ 76 ที่กำหนดให้ใช้ค่าทดแทนทรัพย์สินที่ถูกเวนคืนตามราคาธรรมดาในท้องตลาดตามความเป็นจริงในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ เป็นข้อเท็จจริงที่นำสืบได้ มิได้หมายความว่า ถ้าในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับไม่มีการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินกันในบริเวณที่ถูกเวนคืนแล้ว จะต้องถือเอาราคาประเมินเพื่อใช้ในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของสำนักงานที่ดินมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าทดแทนแต่เพียงอย่างเดียว ในกรณีเช่นนี้ศาลย่อมมีอำนาจใช้ดุลพินิจกำหนดราคาซื้อขายที่ดินของโจทก์ทั้งสองตามราคาธรรมดาในท้องตลาดในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับได้ ดังนั้นเมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า

มีการซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6325 กับโฉนดเลขที่ 6327 ซอยสุขุมวิท 19 เมื่อวันที่ 17กันยายน 2524 ราคาตารางวาละ 16,000 บาท และที่ดินโฉนดเลขที่163291 ถึง 163293 ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 7 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม2525 และวันที่ 30 ธันวาคม 2525 ในราคาตารางวาละ 15,000 บาทที่ดินที่ซื้อขายกันดังกล่าวนี้อยู่เยื้องกับซอยที่ 16 ที่ที่ดินของโจทก์ทั้งสองตั้งอยู่ และที่ดินของโจทก์อยู่ติดซอยสุขุมวิท 16 อยู่ห่างปากซอยประมาณ 200 เมตร ซอยกว้าง 8-10 เมตร สภาพที่ดินเป็นทำเลที่อยู่อาศัย ศาลล่างทั้งสองจึงใช้ดุลพินิจนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการพิจารณากำหนดเป็นค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสองในอัตราตารางวาละ 8,000 บาทได้ และแม้จะกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้ในอัตราเดียวกันทั้ง 2 โฉนด ก็เป็นการชอบเพราะที่ดินของโจทก์ทั้งสองมีสภาพติดต่อเป็นผืนเดียวกัน...

ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองจะคิดดอกเบี้ยจากจำเลยทั้งสองไม่ได้เพราะโจทก์ทั้งสองไม่ยอมรับเงินทดแทนจากจำเลยทั้งสองเอง หากจำเลยทั้งสองจะต้องชำระดอกเบี้ยก็เฉพาะแต่เงินค่าทดแทนที่ศาลให้ชำระเพิ่มขึ้น และนับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2526 ซึ่งเป็นวันที่พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มีผลใช้บังคับให้ที่ดินของโจทก์ทั้งสองถูกเวนคืนเท่านั้น เห็นว่า ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 67 บัญญัติว่า "...ในกรณีที่ศาลพิพากษาให้เจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ชำระเงินเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินนั้น

ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนใช้บังคับ..." ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยทั้งสองยังมิได้ชำระเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสองเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินที่จำเลยทั้งสองกำหนดให้หรือที่ศาลพิพากษาให้เพิ่มขึ้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทั้งสองพร้อมกับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของจำนวนเงินที่โจทก์ทั้งสองสมควรจะได้รับนับแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2524 อันเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกากำหนดแนวงทางหลวงที่จะสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกตอนแขวงวัดท่าพระ-แขวงสามเสนนอก พ.ศ. 2524 ใช้บังคับจึงชอบแล้ว..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
โสภณ จันเทรมะ · นาม ยิ้มแย้ม · ไพฑูรย์ เนติโพธิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5474/2537

การที่จำเลยที่ 1 วางเงินโดยมีเงื่อนไข ทำให้โจทก์ยังไม่ได้รับเงินทั้ง ๆ ที่ตาม พระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างทางหลวงเทศบาลสายรัชดาภิเษกฯ พ.ศ. 2526 กำหนดแนวเขตที่ดินที่จะเวนคืนไว้ อันมีผลใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3897/2536

เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์เพิ่มขึ้น โจทก์จึงมีสิทธิจะได้รับดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2525 ซึ่งเป็นวันที่พ.ร.ฎ.กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่เขตบางขุนเ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2531 (เลขอ้างอิง 105493)

ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 295 ข้อ 76 ที่กำหนดให้ใช้ค่าทดแทนตามราคาธรรมดาที่ซื้อขายกันในท้องตลาดนั้น หมายถึงราคาธรรมดาที่อาจจะซื้อขายกันในท้องตลาดตามความเป็นจริงในวันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ ซึ่งเป็นข้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568

การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยิ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2565 (เลขอ้างอิง 684736)

ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ที่ว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เลื่อนคดีและยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ชอบหรือไม่ นั้น ไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยดั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้