Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4582/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อายุความย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้การฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) แต่คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 นั้น ถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำฟ้อง จึงต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงเพราะเหตุที่ได้ฟ้องคดีก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความสำหรับการฟ้องคดีใหม่จึงยังคงต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้ โดยไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นกรณีที่อายุความได้ครบกำหนดไปแล้วระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่เพราะเหตุที่จำเลยชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ โจทก์แก้ฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไม่ขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยจึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนของบัตรดังกล่าว รวมทั้งในส่วนของบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 409,081.12 บาท เต็มจำนวนตามฟ้อง เป็นการขอนอกเหนือเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาจะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาได้ไม่ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

คำฟ้องและคำให้การ

โจกท์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยสมัครเป็นสมาชิกบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าและบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดของโจทก์ และนำบัตรที่โจทก์ออกให้ทั้งสองประเภทไปใช้ในการซื้อสินค้าและบริการ ตลอดจนเบิกถอนเงินสดจากสถานประกอบกิจการค้าที่เป็นสมาชิกของโจทก์ ซึ่งโจทก์ได้ออกเงินทดรองจ่ายแทนจำเลยไป และส่งใบแจ้งยอดบัญชีไปเรียกเก็บเงินจากจำเลย แต่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 409,081.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5 ต่อปี

จำเลยให้การว่า โจทก์เคยฟ้องจำเลยในมูลหนี้เดียวกันนี้มาครั้งหนึ่งแล้วซึ่งศาลมีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 และชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2541 แต่โจทก์นำสืบให้รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นหนี้เท่าใด จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8319/2543 ของศาลชั้นต้น โจทก์ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว แต่ไม่อุทธรณ์ การที่โจทก์มาฟ้องคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว จำเลยไม่เคยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2543 และไม่เคยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2543 แต่เป็นเรื่องที่โจทก์กระทำขึ้นเองเพื่อมาฟ้องใหม่ภายในอายุความ และไม่มีเหตุที่จำเลยจะชำระหนี้เพื่อให้อายุความสะดุดหยุดลง

โจทก์ฟ้องคดีนี้เกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย คดีโจทก์จึงขาดอายุความ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หนี้ตามฟ้องไม่ถูกต้อง โจทก์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราตามที่กฎหมายกำหนด และเป็นดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ย โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนเบี้ยปรับโจทก์กำหนดขึ้นเอง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าเป็นเงิน 157,082.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแต่ละครั้งภายหลังจากวันที่ดังกล่าวมาหักออกจากจำนวนหนี้ที่มีอยู่ในวันที่ชำระหนี้ ทั้งนี้ ให้หักเป็นดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้หักชำระต้นเงินนอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าขาดอายุความ หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยค้างชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าอยู่แก่โจทก์ ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยให้รับผิดในหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยชำระหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง คดีไม่ขาดอายุความแต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่า

จำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับค้างชำระจำนวนเท่าใด จึงพิพากษายกฟ้องโดยไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องใหม่ภายในอายุความ ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 8319/2543 ข้อเท็จจริงได้ความจากสำเนาคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เอกสารหมาย ล.4 แผ่นที่ 2 ต่อไปว่า คดีก่อนศาลชั้นต้นขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดแล้ว ในการวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยนั้น เนื่องจากโจทก์แก้ฎีกามาด้วยว่า ภายหลังวันที่ 11 ธันวาคม 2541 จำเลยได้ชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์อีกรวม 3 ครั้ง คือเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 วันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 และวันที่ 19 มกราคม 2543 ครั้งละ 2,000 บาท จึงต้องวินิจฉัยก่อนว่า

จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อใด เห็นว่า คดีก่อนโจทก์นำสืบอ้างว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 แต่ศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยชำระหนี้ตามบัตรดังกล่าวครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 คดีถึงที่สุดโดยไม่มีอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาในคดีก่อนย่อมผูกพันโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นคู่ความในคดีก่อนว่า ก่อนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2542 จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์เพียงครั้งเดียวคือในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 โจทก์จึงไม่อาจอ้างได้ว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2542 และวันที่ 16 พฤศจิกายน 2542 ส่วนที่อ้างว่าจำเลยชำระหนี้เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2543 โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้รับฟังเช่นนั้นได้

พยานโจทก์คงมีแต่นางสาวภัทรวรรณ พนักงานของโจทก์ เบิกความประกอบบันทึกรายการยอดหนี้และใบสรุปการใช้บัตรเครดิตเอกสารหมาย จ.9 และ จ.10 ซึ่งเป็นเอกสารที่โจทก์ทำขึ้นฝ่ายเดียวเท่านั้น ใบแจ้งยอดบัญชีเอกสารหมาย จ.8 ซึ่งโจทก์ส่งให้จำเลยทุกเดือนก็ปรากฏเพียงรายการชำระหนี้ในวันที่ 11 ธันวาคม 2541 เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่ามีรายการชำระหนี้อีก โดยเฉพาะคดีก่อนจำเลยก็ได้ยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้โจทก์ จึงไม่น่าเชื่อว่า จำเลยจะชำระหนี้ในเวลาต่อมาอันจะเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงอีก ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยชำระหนี้ตามบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าให้แก่โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2541 อายุความจึงย่อมสะดุดหยุดลงในวันดังกล่าว และต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (1) และมาตรา 193/15 แม้การฟ้องคดีเพื่อให้ชำระหนี้จะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) แต่คดีก่อนซึ่งโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2542 นั้น

ถึงที่สุดโดยศาลมีคำพิพากษาให้ยกคำฟ้อง จึงต้องถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลงเพราะเหตุที่ได้ฟ้องคดีก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง อายุความสำหรับการฟ้องคดีใหม่จึงยังคงต้องเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2541 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 ธันวาคม 2543 ทั้งนี้โดยไม่มีเหตุที่ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคสอง เพราะมิใช่เป็นกรณีที่อายุความได้ครบกำหนดไปแล้วในระหว่างการพิจารณา หรือจะครบกำหนดภายใน 60 วัน นับแต่วันที่คำพิพากษาในคดีก่อนถึงที่สุด ดังนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องจำเลยใหม่เป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2544 เกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่เริ่มนับอายุความใหม่เพราะเหตุที่จำเลยชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง

ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้จึงขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินคำขอหรือคิดดอกเบี้ยถูกต้องหรือไม่ตามฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

อนึ่ง ที่โจทก์แก้ฎีกามาด้วยว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้อันเกิดจากใช้บัตรซิตี้แบงก์มาสเตอร์การ์ดไม่ขาดอายุความดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จึงขอให้ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ในส่วนของบัตรดังกล่าว รวมทั้งในส่วนของบัตรซิตี้แบงก์วีซ่าแก่โจทก์เป็นเงินรวม 409,081.12 บาท เต็มจำนวนตามฟ้องนั้น เป็นการขอนอกเหนือเพิ่มเติมจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกา จะเพียงแต่ขอมาในคำแก้ฎีกาเช่นนี้หาไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชูเกียรติ ตันทวีวงศ์ · ชาลี ทัพภวิมล · คำนวน เทียมสอาด
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้