Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4580/2528

พ.ศ. 2528 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องของโจทก์ที่ขอแก้ไขจากคำว่า 'เงินมัดจำ' เป็น'เงินที่จ่ายล่วงหน้า' เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมายขึ้นแตกต่างกัน ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องหลังจากวันชี้สองสถานแล้ว จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180 ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะดำเนินการชี้สองสถานเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปตามนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนี้เป็นคำสั่งในระหว่าง พิจารณาซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในระหว่างพิจารณา เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านไว้ คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนั้นภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่ วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดีประเด็นแห่งคดีที่ว่า โจทก์ได้ขยายเวลาให้แก่จำเลยนั้นไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งชี้สองสถานของศาลชั้นต้นอันเกี่ยวกับประเด็นข้อนี้ไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อกำหนดประเด็นดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำในการจ้างทำของคืนแล้วขอแก้ฟ้องอ้างว่าเป็นเงินที่จ่ายล่วงหน้าซึ่งศาลไม่อนุญาตแม้ขอใหม่ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ใช่เงินมัดจำ แต่เป็นเงินที่จ่ายล่วงหน้า ก็พิพากษาให้คืนได้ไม่เป็นการนอกฟ้อง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องว่า โจทก์ได้ว่าจ้างจำเลยขนย้ายเครื่องจักร หม้อน้ำถังน้ำ ปล่องไฟ และอุปกรณ์อื่นของโจทก์ไปติดตั้ง ณ สำนักงานแห่งใหม่โดยตกลงราคากันไว้แล้ว แต่ต่อมาจำเลยยังมิทันได้ปฏิบัติงานก็ขอค่าจ้างเพิ่มขึ้น โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาและทวงถามให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์จ่ายล่วงหน้าให้จำเลยไป44,400 บาท แต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย โจทก์ขอคิดเป็นค่าดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันบอกเลิกสัญญารวมเป็นเงินดอกเบี้ย 6,942 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 51,342 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 44,400 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า ในชั้นแรกจำเลยเสนอราคาค่าขนย้ายเครื่องจักรพร้อมอุปกรณ์ต่อโจทก์เป็นเงิน 144,000 บาท โจทก์จึงได้วางเงินมัดจำแก่จำเลย แต่โจทก์ไม่สามารถจัดเตรียมที่แห่งใหม่ที่จะเคลื่อนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ไปติดตั้งให้เป็นที่เรียบร้อยภายในกำหนดเวลาตามที่ตกลงกันได้จำเลยจึงมีสิทธิเพิ่มราคาต่อโจทก์ในอัตราร้อยละ 10 ของค่าจ้างที่ตกลงกันไว้ได้แทนการเลิกสัญญาและริบมัดจำ จำเลยเร่งรัดให้โจทก์พิจารณาข้อเสนอเพิ่มค่าจ้างของจำเลย โจทก์กลับบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินมัดจำ จำเลยถือว่าโจทก์ผิดสัญญา และริบเงินมัดจำเพราะจำเลยต้องตระเตรียมงานและเสียค่าใช้จ่ายไปมาก ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 51,342 บาทและดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน 44,400 บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน22,200 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา ขอให้จำเลยใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยฎีกาขอให้ยกฟ้องโจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาข้อแรกของจำเลยที่ฎีกาโต้แย้งว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์ที่ขอแก้ไขจากคำว่า"เงินมัดจำ" เป็น "เงินที่จ่ายล่วงหน้า" เป็นถ้อยคำที่ก่อให้เกิดผลตามกฎหมายขึ้นแตกต่างกัน ไม่ใช่เป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องหลังจากวันชี้สองสถานแล้ว จึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 จึงไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ตามขอ ฎีกาของจำเลยที่โต้เถียงว่าเงินที่โจทก์จ่ายให้แก่จำเลยจำนวน 44,000 บาทเป็นเงินมัดจำนั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เงินจำนวนนี้เป็นเงินค่าขนย้ายเครื่องจักรที่โจทก์จ่ายล่วงหน้าไว้ให้จำเลย มิใช่เงินมัดจำดังจำเลยกล่างอ้าง ฎีกาของจำเลยอีกข้อหนึ่งว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นแห่งคดีว่า โจทก์ได้ขยายเวลาให้แก่จำเลยจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2522 นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แม้คู่ความจะไม่ได้โต้แย้งคัดค้านไว้ ก็ชอบที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้นั้น เห็นว่าเป็นอำนาจองศาลชั้นต้นที่ดำเนินการชี้สองสถานเพื่อกำหนดประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วให้ศาลพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปตามนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวนี้เป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณาซึ่งห้ามมิให้อุทธรณ์ฎีกาในระหว่างพิจารณา เว้นแต่คู่ความฝ่ายใดโต้แย้งคัดค้านไว้ คู่ความที่โต้แย้งชอบที่จะอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ในกรณีของจำเลยเห็นว่าจำเลยมิได้โต้แย้งคำสั่งชี้สองสถานของศาลชั้นต้นอันเกี่ยวกับประเด็นข้อดังกล่าวข้างต้นไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อกำหนดประเด็นดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226และไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จำเลยจะต้องคืนเงินค่าจ้างงวดแรกจำนวน 44,400 บาทที่โจทก์ชำระล่วงหน้าให้จำเลยแก่โจทก์พร้อมด้วยค่าเสียหายนั้น เห็นว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงเลิกสัญญาจ้าง เอกสารหมาย จ.3 กันแล้ว โดยจำเลยยังมิได้ทำการงานใด ๆ ให้โจทก์เลย จำเลยจึงต้องมีหน้าที่คืนเงินจำนวน 44,400 บาท ที่จำเลยรับเป็นค่าจ้างล่วงหน้าไว้ให้แก่โจทก์ แม้จะไม่ใช่เงินมัดจำก็ตาม และไม่เป็นการนอกฟ้องแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มีหนังสือทวงถามลงวันที่ 19 มกราคม 2524 ให้จำเลยคืนภายในกำหนด 7 วัน นับจากวันที่ลงวันที่ในหนังสือทวงถามและปรากฏว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามของโจทก์เมื่อวันที่22 มกราคม 2524 ตามใบตอบรับทางไปรษณีย์เอกสารหมาย

จ.10 แล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2524เป็นต้นไป เมื่อจำเลยไม่ยินยอมคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ตามกำหนดข้างต้นจึงถือว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ให้โจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2524 และจำเลยต้องใช้ดอกเบี้ยเป็นค่าเสียหายให้แก่โจทก์ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนเงินจำนวน 44,400 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 27 มกราคม 2524เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุชาติ จิวะชาติ · วีระ ทรัพยไพศาล · ยรรยง อิทธิพงษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้