Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4575/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การกระทำความผิดฐานยักยอกของจำเลยมิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช แต่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมีอำนาจสอบสวน โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราชตาม ป.วิ.อ. มาตรา 22 (1) การขอแก้ไขคำให้การ จำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง เท่านั้น อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาล การที่จำเลยขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพเป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ เท่ากับจำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิม ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพแล้วถึง 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์นำคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชมาฟ้องรวมกันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความและอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจจึงรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบเท่านั้น เป็นการให้การปฏิเสธภายหลังจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 91 และให้จำเลยคืนเงิน 530,115 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัทไดสตาร์เชน จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ที่ถูกมาตรา 352 วรรคแรก) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 33 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน เป็นจำคุก 99 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 49 เดือน 15 วัน และให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 430,115 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ที่จำเลยฎีกาว่า การกระทำของจำเลยที่เกิดในเขตอำนาจศาลจังหวัดปากพนัง ศาลจังหวัดทุ่งสง และศาลแขวงสงขลานั้น ศาลแขวงนครศรีธรรมราชไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาและกรณีมิใช่เป็นเรื่องกระทำความผิดในหลายท้องที่ไม่อาจอ้างประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (1) และวรรคสอง (ก) มาใช้บังคับได้นั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะอ้างว่าเหตุคดีนี้มิได้เกิดในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชก็ตาม แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราชและอยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราช พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองนครศรีธรรมราชย่อมมีอำนาจสอบสวนความผิดคดีนี้ได้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนในท้องที่ดังกล่าวแล้ว การสอบสวนจึงชอบ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลแขวงนครศรีธรรมราชได้ ศาลแขวงนครศรีธรรมราชจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 (1) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจเพราะโจทก์ร่วมและทนายจำเลยหว่านล้อมเกลี้ยกล่อมและให้สัญญา จำเลยจึงประสงค์ขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตทำให้จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่นั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาว่า ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาโดยอ่านคำอธิบายฟ้องให้จำเลยฟังแล้วสอบถามคำให้การจำเลยในครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2545 นั้น จำเลยให้การปฏิเสธและแถลงว่ามีทนายแต่ทนายไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงนัดพร้อม เมื่อถึงวันนัดพร้อมวันที่ 13 ธันวาคม 2545 จำเลยคงให้การปฏิเสธพร้อมยื่นคำให้การที่ทนายจำเลยจัดทำให้ต่อศาลชั้นต้น แต่จำเลยแถลงว่าคดีมีทางตกลงกันได้

ขอให้โจทก์นำผู้รับมอบอำนาจของผู้เสียหายมาเจรจาที่ศาลแล้วขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดพร้อมวันที่ 20 ธันวาคม 2545 เมื่อถึงวันนัดฝ่ายผู้เสียหายมาศาล จำเลยก็ร่วมแถลงต่อศาลว่าคดีมีทางตกลงกันได้ แต่อยู่ระหว่างตรวจสอบยอดเงินขอเลื่อนคดีไปนัดพร้อมวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เมื่อถึงวันนัดผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณา โดยอ่านและอธิบายคำฟ้องให้จำเลยฟังอีกครั้ง จำเลยแถลงว่าเข้าใจและปรึกษาทนายความแล้ว จำเลยขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการพร้อมกับยื่นคำให้การที่มีข้อความเช่นเดียวกับรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าว ซึ่งทนายจำเลยจัดทำให้ต่อศาลชั้นต้นแล้ว

คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงไม่ติดใจสืบพยานต่อ จากนั้นจำเลยร่วมแถลงกับฝ่ายโจทก์ร่วมได้ใจความว่า จำเลยขอเวลาผ่อนชำระเงินคืนโจทก์ร่วมจำนวน 530,115 บาท ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2546 จำนวน 200,000 บาท วันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำนวน 100,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 จำนวน 100,000 บาท และวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำนวน 130,115 บาท รวม 4 งวด ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ศาลชั้นต้นอนุญาต แต่จำเลยผิดนัดเรื่อยมาโดยชำระเพียงวันที่ 8 กรกฎาคม 2546 จำนวน 40,000 บาท วันที่ 7 ตุลาคม 2546 จำนวน 20,000 บาท และวันที่ 12 ธันวาคม 2546 จำนวน 40,000 บาท รวมเป็นเงิน 100,000 บาท และขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาอีก ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 16 มกราคม 2547 เมื่อถึงวันนัด

จำเลยแถลงได้ใจความว่าจำเลยเตรียมเงิน 100,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ร่วม แต่เนื่องจากจำเลยได้เจรจากับผู้บริหารของโจทก์ร่วมเพื่อขอทำงานกับโจทก์ร่วมและหากรับเข้าทำงานโจทก์ร่วมก็จะหักเงินค่าเสียหายจากเงินเดือนที่จำเลยจะได้รับจากโจทก์ร่วมจนกว่าจะครบถ้วนและจำเลยต้องใช้เงินที่เตรียมมาวันนี้เป็นเงินประกันการเข้าทำงาน ขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษา ถ้าโจทก์ร่วมไม่รับกลับเข้าทำงานก็จะนำเงินจำนวน 100,000 บาท นี้ผ่อนชำระให้โจทก์ร่วมต่อไป พร้อมแถลงว่าหากไม่นำเงินมาวางหรือมีเหตุขัดข้องประการใดก็จะไม่ขอเลื่อนคดีอีก เมื่อศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 30 มกราคม 2547 ในวันนัดดังกล่าวจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่มีนางลำยองมาศาลอ้างว่าเป็นพี่จำเลยและแถลงพร้อมยื่นใบรับรองแพทย์ว่าจำเลยป่วยจึงไม่สามารถมาศาลได้

ขอเลื่อนคดี และในวันเดียวกันโจทก์ร่วมแถลงว่าผู้บริหารของโจทก์ร่วมไม่รับจำเลยกลับเข้าทำงาน ศาลชั้นตั้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อถึงวัดนัดจำเลยไม่มาศาลโดยอ้างว่าป่วย แต่จำเลยแต่งทนายความคนใหม่ซึ่งมาศาลพร้อมยื่นคำร้องอ้างเหตุต่าง ๆ ขอให้จำหน่ายคดีโจทก์และขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตามคำให้การเดิม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องและไม่อนุญาตให้จำเลยถอนคำให้การ ทนายจำเลยจึงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุจำเลยป่วย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 3 มีนาคม 2547 เมื่อถึงวันนัดจำเลยมาศาลและแถลงว่าไม่สามารถหาเงินค่าเสียหายส่วนที่เหลือมาชำระแก่โจทก์ร่วมได้ และอ้างว่าฟ้องโจทก์ไม่ถูกต้อง

ส่วนทนายจำเลยแถลงว่าไม่คัดค้านที่ศาลจะอ่านคำพิพากษา แต่ขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกสำนวนการสอบสวนคดีนี้และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ส่งสำนวนการสอบสวนต่อศาลแล้วศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยรวม 33 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน เป็นจำคุก 99 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลย 49 เดือน 15 วัน ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วม 430,115 บาท เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพโดยทนายจำเลยเป็นผู้จัดทำคำให้การให้ และศาลชั้นต้นได้บันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาประกอบกับจำเลยแถลงว่าจะชำระหนี้เป็นจำนวนเงินตามคำขอท้ายฟ้องแก่โจทก์ร่วม แต่ขอให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาไป เป็นเวลาถึง 1 ปี ศาลชั้นต้นอนุญาต

เมื่อกระบวนพิจารณาในสำนวนกระทำในศาลโดยเปิดเผย จึงเป็นการให้การรับสารภาพด้วยความสมัครใจและมิได้สำคัญผิด เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การรับสารภาพโดยไม่สมัครใจแต่อย่างใด จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ แม้จำเลยจะให้การหรือไม่เป็นสิทธิของจำเลยก็ตาม แต่การขอแก้ไขคำให้การจำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสองเท่านั้น มิใช่เป็นไปตามอำเภอใจของจำเลย อีกทั้งเป็นดุลพินิจของศาลเห็นสมควรจึงอนุญาตให้แก้ไขได้ การที่จำเลยขอเพิกถอนคำให้การรับสารภาพวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2546 เป็นให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ตามคำให้การเดิม เท่ากับจำเลยยื่นคำให้การใหม่โดยขอถอนคำให้การเดิมที่ให้การรับสารภาพและขอให้การใหม่เป็นปฏิเสธฟ้องของโจทก์ ซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขคำให้การหลังจากที่ได้ให้การรับสารภาพแล้วถึง 1 ปี โดยอ้างเหตุว่าคำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

โจทก์นำคดีที่ไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาลแขวงนครศรีธรรมราชมาฟ้องรวมกันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความและอ้างว่าจำเลยไม่เข้าใจจึงรับสารภาพเพื่อให้เรื่องจบเท่านั้น เช่นนี้ เห็นได้ว่าเป็นการปฏิเสธภายหลังจำเลยผิดนัดชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมแล้วเพื่อให้มีการสืบพยานต่อไปอีกถือได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อประวิงคดี จึงเป็นกรณีที่ไม่มีเหตุอันควร ไม่ชอบที่จะอนุญาตให้จำเลยแก้ไขคำให้การ และคดีนี้มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี มิใช่เป็นคดีที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาศาลย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้แก้ไขคำให้การแล้วจึงได้พิพากษาไปตามคำรับสารภาพนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · กีรติ กาญจนรินทร์ · ศิริชัย วัฒนโยธิน
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้