Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 457/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ธนาคารตามเช็คได้มอบเช็คพิพาทให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวัน จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการที่มีอำนาจได้ลงลายมือชื่อและประทับตราจำเลยที่ 1 ในช่องผู้สั่งจ่าย ก็เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง และมาตรา 900 ต้องถือว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คต่อผู้ทรงเป็นส่วนตัวหากจำเลยที่ 2 กระทำการให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เพราะปฏิบัติหน้าที่บกพร่องก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หรือผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ต่อไป

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ คิดดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 18,750 บาท รวมต้นเงินและดอกเบี้ยเป็นเงิน 318,750 บาทจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์และจำเลยที่ 3 ได้คบคิดกันฉ้อฉลนำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เนื่องจากจำเลยที่ 3 และโจทก์ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจร่วมกันของบริษัทเอเซีย บัตตัน จำกัด ได้เป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 และที่ 2 มาก่อน เช็คพิพาทดังกล่าวจำเลยที่ 3 ได้ยืมไปจากจำเลยที่ 1 โดยไม่มีมูลหนี้ระหว่างกัน และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ได้กระทำการดังกล่าวในวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในมูลหนี้ดังกล่าวเป็นส่วนตัว

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 318,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด มีจำเลยที่ 2 และนางอุไรวรรณ ศรีหิรัญพัลลภ เป็นกรรมการ กรรมการคนหนึ่งคนใดลงชื่อและประทับตราสำคัญทำการแทนบริษัทได้ เมื่อประมาณเดือนกันยายน 2538 จำเลยที่ 3 ได้นำเช็คพิพาทของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนพระรามที่ 2 เช็คเลขที่ 9278184 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2538 จำนวนเงิน 300,000 บาทมาแลกเงินสดไปจากโจทก์ โดยเช็คดังกล่าวมีจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายพร้อมกับประทับตราสำคัญของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสลักหลัง

ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2538 โจทก์นำเช็คพิพาทไปขายลดให้กับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางแค แต่เมื่อเช็คถึงกำหนดการใช้เงิน ธนาคารตามเช็คได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จึงตัดเงินจากบัญชีโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ตามเช็คพิพาท พร้อมกับคืนเช็คและใบเช็คคืนให้แก่โจทก์ ทั้งทางนำสืบของโจทก์คงได้ความว่า ธนาคารตามเช็คได้มอบเช็คพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกค้าประเภทบัญชีกระแสรายวัน จำเลยที่ 1 สั่งจ่ายเช็คพิพาทแต่ได้แจ้งบอกห้ามการใช้เงินตามเช็คเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เป็นผู้แจ้ง ธนาคารจึงได้ปฏิเสธการจ่ายเงินโดยเหตุผล "มีคำสั่งให้ระงับการจ่าย"

ดังนี้ ตามกฎหมายต้องถือว่าจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาท ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อของตนและประทับตราจำเลยที่ 1 ในช่องผู้สั่งจ่าย ก็เป็นไปตามข้อบังคับของจำเลยที่ 1 ซึ่งระบุให้กรรมการหนึ่งคนลงลายมือชื่อและประทับตราของจำเลยที่ 1 กระทำการผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ ปรากฏตามหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของจำเลยที่ 1 เอกสารหมาย จ.5 และต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล" จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามเช็คพิพาทเอกสารหมาย จ.2 หากไม่อาจเบิกเงินได้เพราะถูกธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน และต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 แล้วว่า

จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ ส่วนหากจำเลยที่ 2 กระทำการให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 เพราะปฏิบัติหน้าที่บกพร่องประการใดก็เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 หรือผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 1 ต่อไปพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สมชาย จุลนิติ์ · ระพินทร บรรจงศิลป · วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้