Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4539/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อตกลงตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเป็นเรื่องที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดไว้กับโจทก์และจำเลยที่ 1 ยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ จำเลยที่ 1 จะถอนเงินกู้จากบัญชีเงินฝากดังกล่าววันใดก็ได้ จำนวนเท่าใดก็ได้ แต่ต้องไม่เกินวงเงินที่โจทก์และจำเลยตกลงกัน โดยจำเลยที่ 1 จะใช้สมุดบัญชีเงินฝากในการถอนเงินหรือใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็มที่โจทก์ออกให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติก็ได้ จำเลยที่ 1 มีเงินเดือนเข้าฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าวทุกเดือน เมื่อมีเงินเดือนเข้าฝาก โจทก์จะหักกลบกับเงินที่จำเลยที่ 1 ถอนไป หากจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ โจทก์จะคิดดอกเบี้ยภายในวันสิ้นเดือน ข้อสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เช่นนี้ ไม่ใช่กรณีโจทก์ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วเรียกเก็บเงินจากจำเลยที่ 1 ภายหลัง แต่เป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 57,848.23 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 27,918.65 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 28,464.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี จากต้นเงิน 27,918.65 บาท นับแต่วันฟ้องย้อนหลังลงไปไม่เกินห้าปี และนับแต่วันถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2543) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ตามลำดับ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ สำหรับค่าขึ้นศาลให้ร่วมกันรับผิดเพียงเท่าที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 6,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์รับรองว่ามีเหตุสมควรฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อแรกว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามบัตรบัญชี รายการถอนเงินเมื่อวันที่ 1 และ 3 มีนาคม 2537 วันละ 1 รายการ รายการละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000 บาทหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของโจทก์นั้น โจทก์มีนายรักษพร เป็นพยานเบิกความยืนยันว่า จำเลยที่ 1 ถอนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 โดยใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็มและถอนที่เคาน์เตอร์เรื่อยมา ถอนครั้งสุดท้ายวันที่ 11 มีนาคม 2537 จำนวน 2,000 บาท นายรักษพรเป็นพนักงานสินเชื่อของโจทก์ สาขาราชเทวี ที่จำเลยที่ 1 มีบัญชีเงินฝากออมทรัพย์อยู่

ย่อมรู้เห็นเกี่ยวกับบัญชีของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาราชเทวี ทั้งมีบัตรบัญชีซึ่งมีรายการถอนเงินเมื่อวันที่ 1 และ 3 มีนาคม 2537 วันละ 1 รายการ รายการละ 10,000 บาท เป็นหลักฐานมาแสดงต่อศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนจำเลยทั้งสองคงมีแต่จำเลยที่ 1 เพียงปากเดียวมาเบิกความตามที่ปรากฏในทางนำสืบของจำเลยทั้งสองข้างต้น เป็นแต่คำเบิกความลอย ๆ และไม่ประกอบด้วยเหตุผลที่ดี กล่าวคือ ที่จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 แจ้งต่อพนักงานของโจทก์ สาขาราชเทวี ว่าจำเลยที่ 1 ทำรายการถอนเงินในวันดังกล่าววันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 5,000 บาท แต่ไม่ได้รับเงิน พนักงานตรวจสอบให้ ระหว่างระยะเวลาที่พนักงานตรวจสอบอยู่นั้น

จำเลยที่ 1 ใช้บัตรกรุงไทยเอทีเอ็มถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มอีก 3 วัน เมื่อวันที่ 5, 10 และ 11 มีนาคม 2537 จำนวน 3,000 บาท,5,000 บาท และ 2,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงิน 10,000 บาท ก็ถอนได้ จำเลยที่ 1 ได้รับเงินและได้รับใบบันทึกรายการด้วยนั้น เห็นได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ได้รับใบบันทึกรายการวันที่ 5 มีนาคม 2537 ซึ่งย่อมบันทึกว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 20,918.65 บาท จำเลยที่ 1 ย่อมรู้ตั้งแต่ขณะได้รับใบบันทึกรายการนั้นแล้วว่าโจทก์ได้บันทึกรายการว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จากการถอนเงิน 20,000 บาท ดังกล่าวเข้าด้วยแล้ว แทนที่จำเลยที่ 1 จะทักท้วงให้เป็นกิจจะลักษณะสมกับอาชีพของจำเลยที่ 1 และหยุดถอนเงินแล้วตรวจสอบให้แน่ชัดเสียก่อน แต่จำเลยที่ 1 ยังคงเดินหน้าถอนเงินต่อไปในวันที่ 10 มีนาคม 2537 ซึ่งจำเลยที่ 1 ย่อมได้รับใบบันทึกรายการที่บันทึกว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 25,918.65 บาท ตามบัตรบัญชี

จำเลยที่ 1 ยิ่งรู้โดยชัดแจ้งแล้วว่าโจทก์ได้บันทึกรายการว่าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์จากการถอนเงิน 20,000 บาท ดังกล่าวเข้าด้วยแล้ว จำเลยที่ 1 ยังคงถอนเงินต่อไปอีกในวันที่ 11 มีนาคม 2537 จำนวน 2,000 บาท การถอนเงินในวันที่ 11 มีนาคม 2537 เป็นพิรุธอย่างยิ่ง เพราะหลังจากถอนแล้วจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ 27,918.65 บาท เกือบครบวงเงินที่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืม 28,000 บาท แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 1 ประสงค์ถอนเงินให้เต็มหรือเกือบเต็มวงเงินที่โจทก์ให้กู้ก่อนที่จำเลยที่ 1 แจ้งให้พนักงานของบริษัทสำนักกฎหมายธรรมนิติ จำกัด งดโอนเงินเดือนของจำเลยที่ 1 เข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 อีก พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 เช่นนี้

ไม่ประกอบชอบด้วยเหตุผลที่จะให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับเงิน 20,000 บาท ดังที่จำเลยที่ 1 ฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ก็เป็นการทำหนังสือแจ้งไปหลังจากทางโจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้แล้ว มีน้ำหนักแก่การรับฟังน้อยมาก ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองและรับฟังข้อเท็จจริงต้องกันมาว่าจำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามบัตรบัญชี รายการถอนเมื่อวันที่ 1 และ 3 มีนาคม 2537 วันละ 1 รายการ รายการละ 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 20,000 บาท ครบถ้วนแล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อมาว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า กรณีของจำเลยที่ 1 มีลักษณะที่โจทก์ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 ภายหลังมีอายุความ 2 ปี นั้น ปรากฏว่าตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏเป็นเรื่องโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงิน 28,000 บาท จากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ที่เปิดไว้กับโจทก์ สาขาราชเทวี โดยจำเลยที่ 1 ผู้กู้ยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14 ต่อปี ตกลงชำระดอกเบี้ยเป็นรายเดือน ทุกเดือนติดต่อกันภายในวันสิ้นสุดของเดือน จำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ทำสัญญา จำเลยที่ 1 จะถอนเงินกู้วันใดก็ได้

จำนวนเท่าใดก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 28,000 บาท จำเลยที่ 1 มีเงินเดือนเข้าฝากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ดังกล่าวทุกเดือน เมื่อมีเงินเดือนเข้าฝากและหักกลบกับที่จำเลยที่ 1 ถอนไป ถ้าจำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ โจทก์คิดดอกเบี้ยภายในวันสิ้นเดือน เห็นว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่กรณีโจทก์ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วเรียกเก็บจากจำเลยที่ 1 ภายหลังดังที่จำเลยทั้งสองฎีกา แต่ข้อสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ตามสัญญากู้กรุงไทยธนวัฏในลักษณะนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มิได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมา ฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า ต้องกำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ใหม่หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ในชั้นอุทธรณ์ 6,000 บาท เกินกว่าอัตราขั้นสูงดังที่ระบุไว้ในตาราง 6 เดิม ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นการไม่ถูกต้อง ต้องกำหนดให้ใหม่ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ส่วนค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยทั้งสองใช้แทนโจทก์ 6,000 บาท นั้น ให้ใช้แทนเพียง 1,400 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป ดุลพินิจธรรมา · สนอง เล่าศรีวรกต · สุริยง ลิ้มสถิรานันท์
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายวราวุธ พลอยเจริญวงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายอนุวัตร มุทิกากร
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.701/2550
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
ธ1568/2543
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
ธ18592/2543
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้