Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4537/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคแรก (เดิม) บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่" สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตาม ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคแรก อยู่ที่ว่า มีการแสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำหนังสือสัญญากู้และค้ำประกันมาฟ้องจำเลยทั้งสาม และปรากฏชัดว่าเอกสารพิพาทมีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ แม้จะไม่ได้ระบุชื่อผู้ให้กู้ไว้ให้ถูกต้อง แต่ระบุจำนวนเงินและจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมและค้ำประกันของโจทก์ได้แล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 181,656 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 111,674 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์แล้วผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ โจทก์รับรถยนต์คืนไปแล้วมาฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินซึ่งไม่สมบูรณ์มาแต่ต้น เพราะขณะที่จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญายังไม่มีการกรอกข้อความโจทก์เพิ่งมาเติมข้อความภายหลัง ผู้รับมอบอำนาจไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 เคยเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกัน โจทก์ให้จำเลยทั้งสามลงชื่อในแบบพิมพ์สัญญาต่างๆ รวมทั้งสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกันตามฟ้อง โดยยังไม่กรอกข้อความในสัญญา โจทก์เพิ่งมากรอกข้อความภายหลังจึงเป็นเอกสารปลอม ผู้ลงนามในช่องผู้ให้กู้ทำในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 111,674 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2539 จนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2544) ให้ไม่เกิน 69,982 บาท ตามที่โจทก์ขอมา กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 8 รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่า ที่โจทก์มอบอำนาจให้นายกัมปนาท ทำหนังสือสัญญากู้แทนโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 ลายมือชื่อของนายเชาวลิตนั้น เซ็นแตกต่างกับที่นายเชาวลิตเคยเซ็นไว้ในสัญญาซื้อขายรถยนต์และใบส่งมอบรถยนต์เอกสารหมาย ล.2 ทั้งสองแผ่น ประกอบทั้งในการมอบอำนาจของโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.3 ไม่ได้มีการประทับตราสำคัญของบริษัทและลงลายมือชื่อผู้รับมอบไว้ให้ครบถ้วนด้วย แสดงว่าเอกสารหมาย ล.1 เป็นเอกสารปลอมนั้น เห็นว่า คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 111,674 บาท ยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

ตกลงชำระหนี้คืนวันที่ 2 พฤศจิกายน 2540 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมแล้วจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด จึงฟ้องขอบังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้โดยอาศัยสำเนาหนังสือกู้ยืมและค้ำประกันเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งในการกู้ยืมเงินนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก (เดิม) บัญญัติว่า "การกู้ยืมเงินกว่าห้าสิบบาทขึ้นไปนั้นถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่" สาระสำคัญของหลักฐานเป็นหนังสือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคแรก อยู่ที่ว่ามีการแสดงให้เห็นว่ามีการกู้ยืมเงินกันก็เพียงพอแล้ว

ไม่ได้บังคับถึงกับจะต้องระบุชื่อของผู้ให้กู้ไว้ ดังนั้น เมื่อโจทก์นำหนังสือสัญญากู้และค้ำประกันมาฟ้องจำเลยทั้งสามและปรากฏชัดว่าเอกสารพิพาทมีสาระสำคัญแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้กู้ครบถ้วน จึงถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมและค้ำประกันของโจทก์ได้แล้ว ประกอบทั้งจำเลยที่ 1 และที่ 3 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ลายมือชื่อในเอกสารหมาย จ.4 เป็นลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จริง และผู้ค้ำประกันได้ลงลายมือชื่อไว้ในเอกสารจริง จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าลายมือชื่ผู้ให้กู้ในสัญญากู้ยืมเงินสมบูรณ์หรือไม่ เมื่อโจทก์มีหลักฐานการกู้ยืมและค้ำประกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้ยืมและผู้ค้ำประกันมาฟ้องจำเลยทั้งสาม จึงต้องถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิมชัย ตันตยานนท์ · วีระพล ตั้งสุวรรณ · อุบลรัตน์ ลุยวิกกัย
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้