Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4535/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวอ้างเป็นทางภาระจำยอม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วออกจากทางพิพาทได้เพราะไม่ว่าเป็นทางภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นเดียวกัน

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าทางพิพาทเป็นภาระจำยอมให้จำเลยทั้งสามเปิดทางภาระจำยอม กว้าง 5 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร หากจำเลยทั้งสามไม่ยอมให้โจทก์เปิดทางเองโดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย กับให้จำเลยที่ 1 ไปขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของโจทก์ ถ้าจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทางพิพาท กว้าง 5 เมตร และยาว 30 เมตร ตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 เลขที่ดิน 9 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ของโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนภาระจำยอมดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยทั้งสามรื้อถอนสิ่งต่างๆ ที่ปิดกั้นทางพิพาทออกไป และจัดทำทางพิพาทให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้ตามปกติ กับให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายแพเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เนื้อที่ 3 ไร่ 51.7 ตารางวา นายแพได้สร้างบ้านเลขที่ 132 อยู่อาศัยกับภริยาและบุตร ต่อมาบุตรของนายแพมีครอบครัวได้ก่อสร้างบ้านขึ้นอีก 4 หลัง ในบริเวณที่ดินดังกล่าว ด้านทิศตะวันออกของที่ดินที่นายแพติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 โฉนดเลขที่ 4411 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ซึ่งจำเลยที่ 2 พี่สาวของจำเลยที่ 1 สร้างบ้านอยู่อาศัยดูแลแทนจำเลยที่ 1 โดยอยู่ร่วมกับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นสามี บิดามารดาของโจทก์ โจทก์ และพี่น้องได้ใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะมาโดยตลอด ต่อมาวันที่ 13 มิถุนายน 2540 องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักได้ประกาศสอบราคาจ้างโครงการถมหินคลุก

ถนนสายบ้านนายมิ่ง หมู่ที่ 1 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง โดยทำการถมหินคลุกผิวจราจรกว้าง 5 เมตร ยาว 200 เมตร หนาเฉลี่ย 0.2 เมตร ต่อมาได้มีผู้รับจ้างดำเนินการถมหินคลุกดังกล่าวรวมทั้งส่วนที่เป็นทางพิพาทด้วย วันที่ 24 มิถุนายน 2544 จำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันนำเอาป้าย ขอนไม้และท่อซีเมนต์ปิดกั้นทางดังกล่าวไม่ให้โจทก์และบริวารประมาณ 30 คน ใช้ออกสู่ทางสาธารณะ และวันที่ 27 มิถุนายน 2544 ได้ปักเสาซีเมนต์และทำรั้วลวดหนามปิดกั้น มีประเด็นต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ทางพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 4527 เลขที่ดิน 9 ตำบลบางรัก อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง หรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสามยอมรับว่าบิดามารดาโจทก์

โจทก์ พี่น้องของโจทก์และบุคคลในครอบครัวซึ่งอยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าวอาศัยทางพิพาทเดินออกสู่ทางสาธารณะมาเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี จำเลยทั้งสามยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวแต่กล่าวอ้างว่าบิดามารดาของโจทก์ได้ขออนุญาตบิดามารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่จำเลยทั้งสามไม่มีพยานมาสนับสนุนคงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ลอยๆ เท่านั้น ทั้งขัดกับสารบัญจดทะเบียนว่า ก่อนหน้าที่จำเลยที่ 1 จะรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินมานั้น ที่ดินดังกล่าวเป็นของนายฤกษ์ชัย มิใช่บิดามารดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 แต่อย่างใด บิดาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีอำนาจที่จะอนุญาตให้บิดามารดาของโจทก์ใช้ทางพิพาทได้ โจทก์มีนายมิ่ง ซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากบ้านของโจทก์ประมาณ 20 เมตร และนายชมผู้ใหญ่บ้านในท้องที่เกิดเหตุเบิกความยืนยันว่า

บิดามารดาของโจทก์ โจทก์ และพี่น้องรวมทั้งบุคคลในครอบครัวของโจทก์อาศัยทางพิพาทเดินเข้าออกมาเป็นเวลานานโดยใช้มาตั้งแต่พยานโจทก์ทั้งสองปากยังเป็นเด็กอยู่ ซึ่งขณะมาเบิกความนายมิ่งมีอายุ 62 ปี ส่วนนายชมมีอายุ 47 ปี ทั้งได้ความจากบันทึกคำให้การของนายวิเชษฐ์ นายสายันต์ นางปรีดา นายชม นายช้อย และนายเมี่ยง ได้ให้การต่อนายประโยชน์ ปลัดอำเภอเมืองตรังว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ประชาชนใช้เป็นทางสาธารณะมาเป็นเวลานาน ดังนั้น การที่เจ้าของที่ดินเดิมปล่อยให้บิดามารดาของโจทก์ โจทก์และบุคคลในครอบครัวของโจทก์ตลอดจนบุคคลทั่วไปใช้ที่ดินพิพาทอย่างทางสาธารณะได้โดยมิได้โต้แย้งคัดค้าน รวมทั้งยินยอมให้องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักใช้งบประมาณปรับปรุงทางพิพาทให้เป็นถนนต่อเนื่องกับถนนสายบ้านนายมิ่ง โดยที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของก็มิได้โต้แย้งคัดค้าน

ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างว่าขณะที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางรักปรับปรุงทางสาธารณะดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่อยู่บ้านนั้น ก็ขัดต่อเหตุผล ทั้งนี้เพราะการก่อสร้างถนนมิได้ทำเสร็จภายในระยะเวลาอันสั้น แม้จะเป็นจริงดังที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 กล่าวอ้างก็ตาม เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับมาพบเห็นว่ามีการทำถนนบนทางพิพาทซึ่งอยู่ในที่ดินของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็ควรที่จะไปโต้แย้งคัดค้าน แต่จำเลยทั้งสามก็หาได้โต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า ทางพิพาทดังกล่าวเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมและจำเลยที่ 1 ได้สละให้เป็นทางสาธารณะแล้ว จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิที่จะปิดกั้นทางสาธารณะดังกล่าว

แม้โจทก์จะฟ้องกล่าวอ้างว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอม แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ทางพิพาทเป็นทางสาธารณะ ศาลก็มีอำนาจที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วออกจากทางพิพาทได้เพราะไม่ว่าจะเป็นทางภาระจำยอมหรือทางสาธารณะ การกระทำของจำเลยทั้งสามย่อมก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์เช่นเดียวกัน ซึ่งปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น ลงวันที่ 7 พฤษภาคม 2545 ได้ความว่าทางพิพาทกว้าง 5 เมตร ยาว 30 เมตร ตรงตามคำฟ้องของโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีสิทธิในทางพิพาทดังกล่าวอีกต่อไป ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันรื้อถอนเสาคอนกรีตและรั้วลวดหนามออกจากทางพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 2,000 บาท

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย วัฒนโยธิน · ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล · กีรติ กาญจนรินทร์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดตรัง - นายชำนาญ สายสีทอง
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายชัยฤทธิ์ ลีลาเกรียงศักดิ์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.355/2547
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้