คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันไว้กับโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์เสียหาย จึงขอให้จำเลยใช้เป็นเงิน ๒๖๘๘๐ บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ย จำเลยปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ตามเอกสารหมาย จ. ๑ นั้น ไม่เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามกฎหมาย จึงพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า เอกสาร จ. ๑ มีข้อความว่า "นายผอบ ฤกษ์สาร ยอมใช้เงินค่าเช่าล่วงหน้า ๒๔๐๐ บาท แต่ขอให้ หักค่าเสียหาย ๑๕๐๐ บาท ค่าเช่าค้างเป็นอันเลิกกันไป สิ่งปลูกสร้างเป็นของ ก.ท.ส. แต่ขอร้องให้ ก.ท.ส. ให้โอกาศรับซื้อ ก่อนคนอื่นเมื่อคนอื่นให้ราคาเท่ากัน" นั้น ย่อมเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความได้จริง เพราะเป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์จำเลยตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๘๕๐ จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลแพ่ง ให้ทำการพิจารณาพิพากษาใหม่
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว เมื่อได้พิจารณาถึงมูลกรณีที่ปรากฎในคำฟ้อง คำให้การแล้ว ทำให้เห็นว่าการที่จำเลยลงชื่อในหนังสือ จ. ๑ นั้น แสดงให้เห็นว่า ได้มีข้อพิพาทเรื่องสัญญาเช่า และสิ่งปลูกสร้างในที่ของ จำเลยกับ ก.ท.ส. การที่จำเลยทำหนังสือ จ. ๑ ก็เพื่อระงับข้อพิพาทนั่นเอง เข้าลักษณะสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๘๕๐ ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน.