Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4527/2559

พ.ศ. 2559 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ก่อนเกิดเหตุ ย. แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า รถจักรยานยนต์ของตนถูกคนร้ายลักไปซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงแล้ว ย. เช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากผู้ให้เช่าซื้อ แล้วนำไปขายต่อให้แก่ผู้ใช้ชื่อว่า ข. เพื่อแลกกับเงินสด 13,000 บาท โดยจะมีชายไม่ทราบชื่อไปรับรถและมอบเงินให้ แต่ ย. ต้องไปแจ้งความว่ารถหายเพื่อให้ผู้รับประกันภัยรถคันดังกล่าวชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ เจ้าพนักงานตำรวจจึงวางแผนจับกุมโดยให้ ก. ติดต่อขอกู้ยืมเงิน 20,000 บาท จากผู้ใช้ชื่อว่า ข. และผู้ใช้ชื่อว่า ข. แจ้งให้ ก. ไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แล้วนำมามอบให้แลกกับเงิน 20,000 บาท การที่ ก. นัดจะส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลย แล้วจำเลยจะมอบเงินให้ ก็เป็นเรื่องที่ ก. วางแผนจับกุมจำเลยโดยจะส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยเอง มิใช่จำเลยจะเอาไปซึ่งการครอบครองรถจักรยานยนต์จาก ก. โดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานพยายามลักทรัพย์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิ, 83, 80, 33 ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 80, 83 จำคุกคนละ 3 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง คืนโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางแก่เจ้าของ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลาประมาณ 12 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลหนองจอก ร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่บริเวณลานจอดรถยนต์ห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาหนองจอก จับกุมจำเลยที่ 4 ได้ที่บ้านเลขที่ 201/641 แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของจำเลยที่ 1 และที่ 4 โดยกล่าวหาจำเลยทั้งสี่ว่า ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกในการหลบหนีหรือพาทรัพย์นั้นไป จำเลยที่ 1 เป็นสามีจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 เป็นน้องชายจำเลยที่ 4 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นเพื่อนจำเลยที่ 2 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า

จำเลยทั้งสี่เป็นคนร้ายที่ร่วมกันกระทำผิดฐานพยายามลักทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอำนาจ สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนา และสิบตำรวจเอก สมพงษ์ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ร้อยตำรวจเอก อำนาจ สิบตำรวจเอก สมพงษ์กับพวกจับกุมนายยุทธนา ในข้อหาแจ้งความเท็จจากการสืบสวนนายยุทธนาแจ้งความเท็จว่าตนถูกคนร้ายลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นอะไรจำไม่ได้ เหตุเกิดที่บริเวณตลาดท๊อป แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ภายหลังนายยุทธนาได้ให้การรับสารภาพต่อร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกว่า ความจริงแล้วรถจักรยานยนต์มิได้ถูกคนร้ายลักไป แต่นายยุทธนาเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จากร้านเจริญกิ่งแก้ว

สาขาลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร แล้วนำไปส่งมอบให้แก่ผู้ที่ใช้ชื่อว่าข้าวตูเพื่อแลกกับเงิน 13,000 บาท โดยจะมีชายไม่ทราบชื่อเป็นผู้ไปรับรถจักรยานยนต์และจะมอบเงินให้แต่นายยุทธนาต้องไปแจ้งความว่ารถหาย เพื่อให้บริษัทผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2556 นายยุทธนามาพบร้อยตำรวจเอก อำนาจที่ห้องสืบสวนและเล่าว่า ผู้ที่ให้เงินค่าส่งมอบรถจักรยานยนต์ชื่อข้าวตู ซึ่งนายยุทธนาทราบหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อผู้ที่ใช้ชื่อข้าวตูจากเว็บไซต์โฆษณาในอินเตอร์เน็ต ในวันเดียวกันเวลาประมาณ 13 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก อำนาจให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนา ทดลองโทรศัพท์ไปหาผู้ที่ใช้ชื่อว่าข้าวตูตามหมายเลขที่นายยุทธนาให้ไว้

ปรากฏว่ามีผู้หญิงรับสายแจ้งว่าชื่อข้าวตู จากนั้นร้อยตำรวจเอก อำนาจให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาพูดขอกู้ยืมเงิน 20,000 บาท หญิงดังกล่าวบอกว่าให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาไปเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ไอ แล้วนำมาแลกกับเงิน 20,000 บาท รุ่งขึ้นวันที่ 11 มิถุนายน 2556 เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอก อำนาจให้สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาโทรศัพท์ติดต่อหญิงผู้ที่ใช้ชื่อข้าวตูอีกครั้ง ต่อมาสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาแจ้งต่อร้อยตำรวจเอก อำนาจ ว่า หญิงผู้ที่ใช้ชื่อข้าวตูโทรศัพท์มาหาตน และนัดหมายส่งมอบรถจักรยานยนต์ที่ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาหนองจอก เวลาประมาณเที่ยงวัน โดยจะให้นายเต้ไปรับรถจักรยานยนต์

ร้อยตำรวจเอก อำนาจจึงเรียกเจ้าพนักงานตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาประชุมวางแผนเพื่อล่อขายรถจักรยานยนต์และจับกุมคนร้าย โดยยืมรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ ไอ จากดาบตำรวจ เสกสรรค์ ผู้เสียหายเพื่อใช้ในการล่อขายและให้สิบตำรวจเอก สมพงษ์เป็นผู้ขับโดยมีสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนานั่งซ้อนท้าย ทั้งสองจะแต่งกายนอกเครื่องแบบ ส่วนร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกจะใช้รถยนต์ราชการไม่ติดเครื่องหมายสัญลักษณ์ตำรวจกับเจ้าพนักงานตำรวจอีก 2 นาย ขับรถจักรยานยนต์ส่วนตัวติดตามไปที่จุดนัดหมาย เมื่อถึงเวลานัดหมาย สิบตำรวจเอก สมพงษ์ขับรถจักรยานยนต์มีสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนานั่งซ้อนท้ายไปจอดที่ลานจอดรถจักรยานยนต์ของห้างสรรพสินค้าเทสโลตัส

สาขาหนองจอก ต่อมานายเต้โทรศัพท์มาหาสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาให้นำรถจักรยานยนต์คันที่ล่อขายไปจอดในตำแหน่งที่กำหนด ขณะนั้นร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกซุ่มดูอยู่ห่างประมาณ 50 เมตร สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ชัดเจนเนื่องจากไม่มีต้นไม้หรือรถจอดบังเพราะระหว่างนั้นลูกค้าของห้างฯ ยังมีไม่มาก จากนั้นร้อยตำรวจเอก อำนาจเห็นรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่นยาริส จอดอยู่ใกล้กับที่สิบตำรวจเอก สมพงษ์จอดรถ แล้วจำเลยที่ 1 ลงจากรถยนต์ไปพูดคุยกับสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาและสิบตำรวจเอก สมพงษ์ แล้วยื่นธนบัตรให้แก่สิบตำรวจเอก สมพงษ์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกจึงขับรถออกจากที่ซุ่มไปที่จำเลยที่ 1 ทันที เมื่อจำเลยที่ 1 เห็นรถยนต์แล่นเข้ามาใกล้ จึงดึงธนบัตรกลับแล้ววิ่งหนีไปที่บริเวณลานจอดรถจักรยานยนต์หน้าห้างสรรพสินค้า

ร้อยตำรวจเอก อำนาจวิ่งตามไปทัน ห่างจากจุดล่อขายประมาณ 50 เมตร พบจำเลยที่ 2 และที่ 3 นั่งรออยู่ในรถยนต์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกตรวจค้นตัวพวกจำเลย พบเงินเป็นธนบัตรรวม 23,000 บาท อยู่ในมือของจำเลยที่ 1 และโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2 เครื่อง ในกระเป๋ากางเกง เมื่อตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ พบว่ามีการโทรติดต่อกับสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาและสิบตำรวจเอก สมพงษ์ สอบถามแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 แจ้งว่ามีหน้าที่รับจ้างขับรถจักรยานยนต์จากที่เกิดเหตุโดยจะได้ค่าจ้างครั้งละประมาณ 500 ถึง 1,000 บาท และทำมาแล้ว 4 ครั้ง ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกพาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไปที่ห้องสืบสวนแล้วให้จำเลยที่ 1 พาไปตรวจค้นที่บ้านของจำเลยที่ 1 ที่เคหะร่มเกล้า

เมื่อไปถึงพบจำเลยที่ 4 อยู่ในบ้านตามลำพัง จากการตรวจค้น พบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในห้องนอนของจำเลยที่ 4 ซึ่งเมื่อตรวจดูการใช้ พบว่ามีการโทรติดต่อกับสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนา และพบสมุดบัญชีการซื้อขายรถจักรยานยนต์ ร้อยตำรวจเอก อำนาจกับพวกจึงยึดสิ่งของที่ตรวจพบเป็นของกลางและจับกุมจำเลยที่ 4 แล้วนำไปทำบันทึกการจับกุมที่สถานีตำรวจ เห็นว่า โจทก์มีพยานโจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่มาเบิกความสอดคล้องต้องกันมีน้ำหนักน่าเชื่อ และแม้ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมจะระบุว่ารถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกูปี้ ไอ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน แต่ในข้อนี้ผู้เสียหายได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนตามบันทึกคำให้การว่า

รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายหมายเลขทะเบียน อพพ กรุงเทพมหานคร 63 ก่อนเกิดเหตุร้อยตำรวจเอก อำนาจได้ขอยืมรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปล่อขาย แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้จากทางนำสืบของโจทก์ว่าสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนานัดจะส่งมอบรถจักรยานยนต์ของกลางให้แก่จำเลยที่ 4 แล้วจำเลยที่ 4 จะมอบเงิน 20,000 บาท โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรับรถก็เป็นเรื่องที่สิบตำรวจเอกหญิง กาญจนากับพวกร่วมกันวางแผนจับกุมพวกจำเลย โดยจะส่งมอบการครอบครองรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายให้แก่จำเลยที่ 4 เอง มิใช่จำเลยที่ 4 จะเอาไปซึ่งการครอบครองรถจักรยานยนต์จากสิบตำรวจเอกหญิง กาญจนาโดยเจตนาทุจริต การกระทำของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานร่วมกันพยายามลักทรัพย์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญมี ฐิตะศิริ · จตุรงค์ นาสมใจ · บุญชู ทัศนประพันธ์
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายชุติเดช ศิริมงคล
ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1030/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
อ4989/2556
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
อ3101/2557
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้