Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 452/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้โจทก์มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรคืนให้แก่โจทก์ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับเด็กหญิง จ. เป็นบุตรของจำเลย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. ให้แก่จำเลยเป็นเงิน 240,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นได้ว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ประมาณปลายเดือนเมษายน 2555 โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับนาย ช. ต่อมาโจทก์ตั้งครรภ์และคลอดบุตรเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2556 ชื่อเด็กหญิง จ. ภายหลังคลอดบุตร โจทก์จำเลยนำเด็กหญิง จ. มาให้บิดามารดาจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูที่อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 โจทก์กับจำเลยตกลงจดทะเบียนหย่าขาดจากกัน มีข้อบันทึกท้ายทะเบียนหย่าว่าโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่บิดามารดาจำเลยยังคงอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง จ. มาโดยตลอด ในระหว่างการพิจารณาคดีคู่ความตกลงกันว่าให้ตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม (DNA)

ระหว่างโจทก์ จำเลย เด็กหญิง จ. และนาย ช. เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา มารดา และบุตร ผลการตรวจปรากฏว่านาย ช. มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ส่วนจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์หรือจำเลยควรเป็นผู้มีสิทธิเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. คดีนี้โจทก์ฟ้องมีคำขอบังคับให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. บุตรผู้เยาว์คืนแก่โจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์ตามข้อตกลงที่บันทึกไว้ตามทะเบียนการหย่าที่ระบุให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร และโจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่าโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2556 ตามใบสำคัญการหย่าในการหย่าดังกล่าวมีข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าด้วยว่า

โจทก์กับจำเลยได้แต่งงานกันมา 10 ปี มีบุตร 1 คน ให้บุตรคือเด็กหญิง จ. อยู่ในความปกครองของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว ปรากฏตามทะเบียนการหย่า โจทก์ยื่นฟ้องในคดีนี้โดยอาศัยข้อตกลงปรากฏตามทะเบียนการหย่า เพื่อให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์คืนแก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง ไม่เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโดยไม่สุจริตดังที่จำเลยฎีกา ทั้งการที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความเกี่ยวกับข้อตกลงนี้ว่าเหตุผลที่มีข้อตกลงในท้ายทะเบียนหย่าให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์นั้นเพราะโจทก์เป็นผู้กรอกเอกสารดังกล่าวมีน้ำหนักน้อยไม่อาจฟังลบล้างบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า อันเป็นข้อความที่ปรากฏโดยมิใช่เป็นข้อความเขียน

รวมถึงในระหว่างการพิจารณาคดีโจทก์กับจำเลยตกลงให้ตรวจวิเคราะห์พันธุกรรม ซึ่งปรากฏว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. โจทก์เป็นมารดาของเด็กหญิง จ. ทั้งปรากฏจากคำเบิกความของโจทก์ว่าปัจจุบันโจทก์ทำงานที่บริษัทพีอีเอ จำกัด กรุงเทพมหานคร มีรายได้เดือนละ 12,000 บาท โจทก์มีความสามารถในการเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์และให้การศึกษาได้ โจทก์ประกอบอาชีพสัมมาอาชีวะและมีรายได้ที่แน่นอนย่อมส่งผลดีที่จะได้รับความอบอุ่นจากมารดาและความเป็นอยู่ต่อไปในอนาคตอันเป็นประโยชน์ของเด็กหญิง จ. ผู้เยาว์ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวและให้จำเลยส่งมอบเด็กหญิง

จ. คืนแก่โจทก์จึงชอบแล้ว ในส่วนฎีกาของจำเลยเกี่ยวกับฟ้องแย้งนั้น คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอบังคับให้โจทก์มีอำนาจปกครองเด็กหญิง จ. แต่เพียงผู้เดียวพร้อมทั้งให้จำเลยส่งมอบบุตรผู้เยาว์คืนโจทก์ โดยเป็นการเรียกบุตรคืนโดยอาศัยอำนาจปกครองบุตรตามที่โจทก์กับจำเลยทำบันทึกไว้ท้ายทะเบียนหย่า จำเลยฟ้องแย้งโดยขอให้ชดใช้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยต้องจ่ายไป ทั้งนี้หลังจากที่มีการทราบผลการตรวจวิเคราะห์พันธุกรรมว่าจำเลยไม่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมเป็นบิดาของเด็กหญิง จ. ฟ้องแย้งในส่วนนี้ของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ในระหว่างพิจารณาคดีโดยเป็นการบังคับแก่โจทก์ให้ชำระค่าเสียหาย จึงเป็นคนละเรื่องกับคำฟ้องของโจทก์ซึ่งไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม

ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 วรรคสาม มาตรา 6 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย ฎีกาทุกข้อของจำเลยฟังไม่ขึ้น เมื่อฟ้องแย้งส่วนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ชอบที่จะไม่รับฟ้องแย้ง การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งในส่วนนี้มา เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รับฟ้องแย้งในส่วนที่ขอค่าอุปการะเลี้ยงดู คืนค่าขึ้นศาลในส่วนนี้แก่จำเลย ทั้งสามศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิศิฏฐ์ สุดลาภา · พิศล พิรุณ · จิรนิติ หะวานนท์
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดชลบุรี - นายณัฏฐวุฒิ ไชยะพันโท
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศักดิ์สิทธิ์ จิระพรวัชรานนท์
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยชพ.77/2559
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ161/2557
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ268/2558
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้