Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2539 (เลขอ้างอิง 4507)

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

รถยนต์ของโจทก์ที่2เกิดเพลิงไหม้หลังจากถูกนำมาเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจเพียงระยะเวลาไม่ถึง1ชั่วโมงหลังเกิดเหตุรถยนต์ชนกันก็ตามแต่นับจากขณะเกิดเหตุจนถึงรถยนต์คันเกิดเหตุเกิดเพลิงไหม้ก็ยังไม่เกิน1ชั่วโมงซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆสำหรับการลากจูงรถยนต์ของโจทก์ที่2มาเก็บไว้ที่สถานีตำรวจก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการลากจูงที่ผิดต่อระเบียบเจ้าพนักงานประการใดทั้งก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีการเปิดฝากระโปรงหน้ารถยนต์ของโจทก์ที่2แสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีผู้ใดแตะต้องเครื่องยนต์ของรถยนต์ของโจทก์ที่2ทั้งตลอดเวลาที่ทำการลากจูงซึ่งรถต้องเคลื่อนไหวดังนั้นไม่ว่าจะมีการถอดขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ของโจทก์ที่2ก่อนลากจูงหรือไม่ก็ตามการลากจูงรถยนต์เช่นนั้นจึงมิใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ตัวรถตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าเหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจแต่เกิดจากระบบของเครื่องยนต์และสายไฟฟ้าในรถได้รับอุบัติเหตุจากรถชนกันอย่างรุนแรงเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ของโจทก์ที่2จึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของลูกจ้างจำเลยที่1ที่ขับรถยนต์โดยสารชนรถยนต์ของโจทก์ที่2

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นได้รวมพิจารณาและพิพากษาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด และนายธีระ หลีกเมฆ ว่าโจทก์ที่ 1 และที่ 2 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพและกรมตำรวจ ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับโจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวน 845,000 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน800,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 511,700 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 476,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 และให้จำเลยที่ 1ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มอีกเป็นเงิน 66,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 4,950 บาทรวมเป็นเงิน 70,950 บาท และดอกเบี้ยในอัตราเดียวกันของต้นเงิน 66,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2จำเลยที่ 1 ให้การทั้งสองสำนวนว่า เหตุรถชนกันมิได้เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน11-6247 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 1 แต่เกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ 2 ผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 3ช-9676 กรุงเทพมหานครที่ขับรถด้วยความเร็วสูงและล้ำเข้าไปในช่องเดินรถยนต์โดยสารของจำเลยที่ 1 ผู้ขับรถยนต์โดยสารซึ่งพยายามหักหลบแล้วแต่ไม่พ้นความเสียหายของรถยนต์โจทก์ที่ 2 ที่เกิดจากการชนมีไม่เกิน150,000 บาท ส่วนความเสียหายที่เกิดจากถูกเพลิงไหม้หมดทั้งคันมิใช่เป็นผลโดยตรงจากการที่รถยนต์ชนกัน

จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดเมื่อโจทก์ที่ 1 ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2เต็มตามที่เอาประกันภัยไว้เป็นเงิน 800,000 บาทแล้ว โจทก์ที่ 2ก็ไม่ได้รับความเสียหายในส่วนของราคารถยนต์ของโจทก์ที่ 2 อีกโจทก์ที่ 1 ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เต็มตามสัญญาประกันภัยจำนวน 800,000 บาท ทั้งที่รถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุเพียง 150,000 บาทนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยสัญญาประกันภัย โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจเข้ารับช่วงสิทธิของโจทก์ที่ 2 ในความเสียหายส่วนที่เกิน 150,000 บาทส่วนความเสียหายเกี่ยวกับเครื่องอุปกรณ์รถยนต์ของโจทก์ที่ 2 นั้นโจทก์ที่ 2 ไม่ได้รับความเสียหายจริง และมิได้มีราคาสูงตามที่อ้างฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ให้การทั้งสองสำนวนว่า ความเสียหายของรถยนต์โจทก์ที่ 2 เกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์จำเลยที่ 1จำเลยที่ 2 โดยร้อยตำรวจโทวรเทพได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการจัดหาผู้ทำการยกรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ไปเก็บรักษาและเก็บรักษารถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ไว้ด้วยความระมัดระวังแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 800,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่9 สิงหาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 497,165 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2533 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 2จำเลย ที่ 1 ทั้ง

สอง สำนวน อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ที่ 1 ทั้ง สอง สำนวน ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกมีว่าเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ของโจทก์ที่ 2 เป็นผลโดยตรงจากความประมาทของลูกจ้างจำเลยที่ 1 ที่ขับรถยนต์โดยสารชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 2หรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อเกิดเหตุรถยนต์ชนกันเวลาประมาณ20 นาฬิกา แล้วรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 เกิดเพลิงไหม้หลังจากถูกนำมาเก็บรักษาไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินีเพียงระยะเวลาไม่ถึง1 ชั่วโมง และนับจากขณะเกิดเหตุจนถึงรถยนต์คันเกิดเหตุเกิดเพลิงไหม้ก็ยังไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้น ๆ หลังการทำละเมิด สำหรับการลากจูงรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 มาเก็บไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลลุมพินี

จำเลยที่ 1 ก็มิได้นำสืบโต้เถียงว่าเป็นการลากจูงที่ผิดต่อระเบียบหรือทางปฏิบัติของเจ้าพนักงานประการใดแม้แต่คำเบิกความของนายดาบตำรวจกุศล พลอยกระจ่างที่จำเลยที่ 1 อ้างมาสนับสนุนฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็เป็นพยานของจำเลยที่ 2 และเบิกความว่าวิธีการยกรถที่เกิดอุบัติเหตุนายดาบตำรวจกุศลปฏิบัติตามหลักการและวิชาการเดียวกันมาตลอดก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ส่วนเหตุการณ์ก่อนเกิดเพลิงไหม้ทางพิจารณาที่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 กับจำเลยที่ 1 นำสืบไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดเข้าไปแตะต้องเครื่องยนต์ของรถยนต์โจทก์ที่ 2ทั้งฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็อ้างคำเบิกความของนายดาบตำรวจกุศลเป็นเหตุสนับสนุนว่า ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีการเปิดฝากระโปรงหน้ารถยนต์ของโจทก์ที่ 2 แสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้ไม่มีผู้ใดแตะต้องเครื่องยนต์ของรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ดังนั้นแม้จะมีการถอดขั้วแบตเตอรี่รถยนต์ของโจทก์ที่ 2 ก่อนลากจูงดังจำเลยที่ 1ฎีกาหรือไม่ก็ตาม

เมื่อจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบว่าการไม่กระทำเช่นนั้นเป็นการผิดระเบียบหรือทางปฏิบัติประการใดบ้าง ทั้งตลอดเวลาที่ทำการลากจูงซึ่งรถต้องเคลื่อนไหวก็มิได้เกิดเพลิงไหม้ คงเกิดขึ้นภายหลังที่รถจอดทิ้งไว้ การลากจูงรถยนต์เช่นนั้นจึงมิใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ตัวรถ ตามพฤติการณ์ดังกล่าวย่อมฟังได้ว่าเหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติของเจ้าพนักงานตำรวจแต่เกิดจากระบบของเครื่องยนต์และสายไฟฟ้าในรถได้รับอุบัติเหตุจากรถชนกันอย่างรุนแรงเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ของโจทก์ที่ 2 จึงเป็นผลโดยตรงจากความประมาทของลูกจ้างจำเลยที่ 1 ที่ขับรถยนต์โดยสารชนรถยนต์ของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิด ฎีกาอื่น

ๆ ของจำเลยที่ 1ในข้อนี้เป็นข้อปลีกย่อยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อสุดท้ายมีว่าค่าเสียหายของโจทก์ที่ 2 เกี่ยวกับราคารถ เครื่องเสียงล้อแม็กพร้อมยางและแท่นชาร์จแบตเตอรี่มีเพียงใด ศาลฎีกาพิจารณาแล้วกำหนดเป็นค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 2 ได้รับทั้งสิ้น1,090,165 บาท แต่โจทก์ที่ 1 เข้ารับช่วงสิทธิค่าเสียหายดังกล่าวเป็นจำนวน 800,000 บาท แล้ว โจทก์ที่ 2 จึงคงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายที่ยังขาดอยู่เป็นจำนวนเงิน 290,165 บาทพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน290,165 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2533 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย สุขพรหม · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · บุญธรรม อยู่พุก
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2567

เหตุแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 2 เป็นผลโดยตรงทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้อาคารของโจทก์ในการประกอบกิจกรรมบริการเชิงเศรษฐกิจการพาณิชย์ได้ เนื่องเพราะสำนักงานเขตบางกะปิมีหนังสือถึงโจทก์แจ้งว่าอาคารมีสภาพที่อาจเป…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 700072)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 703998)

แม้โจทก์ที่ 1 มีเพียงคำขอให้เพิกถอนนิติกรรมต่าง ๆ ระหว่างจำเลยทั้งสี่โดยมิได้มีคำขอให้ใช้ราคาที่ดินทั้งสองแปลงแก่โจทก์ที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวเพื่อให้ที่ดินทั้งสอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567

จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้อง…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้