Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4504/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำให้การของจำเลยที่ว่า โจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่และ อ. จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่จำเลยไม่รับรอง เพราะหนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้องถึง 7 เดือนนั้นจำเลยไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธ โดยชัดแจ้งว่าหนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้อง 7 เดือน เหตุใดจึงทำให้โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลและ อ. ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าว แม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก็ตาม ก็เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ของจำเลย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องนั้นชอบแล้ว เดิมจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี มีสิทธิเพียงร้อยละ 7.5 ต่อปี แต่กลับฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่จำเลยก็มิได้อ้างเหตุผลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวอย่างไร ทั้งโจทก์เป็นสถาบันการเงิน การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงินฯ ไม่ใช่ พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ แต่จำเลยก็มิได้แสดงเหตุผลเช่นกันว่าโจทก์ปฏิบัติผิดต่อกฎหมายดังกล่าวนี้อย่างไร ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน6,074,813.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปีในต้นเงิน 5,495,014.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากบังคับจำนองได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนกว่าจะครบจำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,201,558.50 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี แบบไม่ทบต้นตั้งแต่วันที่ 1ธันวาคม 2535 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองโฉนดเลขที่ 203 และ 33742 ตำบลสันกลาง อำเภอสันกำแพงจังหวัดเชียงใหม่

พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนกว่าจะครบจำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์ สาขาท่าแพ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2533 จำเลยทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ในวงเงิน 4,000,000 บาท มีกำหนด 12 เดือนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16 ต่อปี และยินยอมให้โจทก์ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของโจทก์ แต่ไม่เกินกว่าอัตราสูงสุดของประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีต่อมาเมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีครบกำหนดแล้วมีการตกลงต่อสัญญาออกไปอีก 12 เดือน และมีข้อตกลงอีกด้วยว่าเมื่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีที่ต่อครบกำหนดแล้ว

ถ้าจำเลยไม่ชำระเงินทั้งหมดและโจทก์ยินยอมให้จำเลยเบิกเงินต่อไปอีกให้ถือว่าทั้งสองฝ่ายตกลงต่อสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีออกไปอีกครั้งละ 12 เดือน แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะบอกเลิกสัญญา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อแรกของจำเลยมีว่า ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ ฟ้องโจทก์บรรยายว่าจำเลยทำสัญญาบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์เมื่อใด ตลอดจนมีจำนวนเงินที่จำเลยขอเบิกเงินเกินบัญชี ข้อตกลงเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาในการหักทอนบัญชีแต่ละครั้ง และวันครบกำหนดแห่งสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี นอกจากนี้โจทก์ยังแนบสำเนาสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีมีรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อตกลงชัดเจน และแนบสำเนาบัญชีกระแสรายวันแสดงหลักฐานการเดินสะพัดทางบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยมาในท้ายคำฟ้องอีกด้วยเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาว่าคำฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะโจทก์ไม่บรรยายให้แจ้งชัดว่าจำเลยเบิกเงินเกินบัญชีไปจากโจทก์เมื่อใด เป็นจำนวนเท่าใดและคิดดอกเบี้ยทบต้นกันอย่างไรจำเลยจึงไม่อาจต่อสู้คดีได้ นั้น ฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไปมีว่า ตามคำให้การของจำเลยก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทเรื่องอำนาจฟ้องหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าที่จำเลยให้การว่าโจทก์จะเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และนายอมร จันทรสมบูรณ์จะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่จำเลยไม่รับรอง เพราะหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องออกมาก่อนฟ้องถึง 7 เดือน เป็นคำให้การที่แจ้งชัดแล้ว เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง บัญญัติว่าให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยอมรับหรือปฏิเสธข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน

รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น คำให้การของจำเลยดังกล่าวไม่ได้ให้เหตุแห่งการปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าที่หนังสือรับรองออกมาก่อนฟ้อง 7 เดือน เหตุใดจึงทำให้โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลและนายอมร จันทรสมบูรณ์ ไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น ถือว่าจำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวแม้ศาลชั้นต้นจะวินิจฉัยในประเด็นนี้มาก็ตาม ก็เป็นการวินิจฉัยนอกเหนือไปจากข้อต่อสู้ของจำเลยต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้องให้จำเลยนั้นชอบแล้วปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ในวันสิ้นสุดแห่งสัญญาบัญชีเดินสะพัดจำนวน 5,201,558.50 บาทหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี

จากต้นเงินดังกล่าวโดยไม่ทบต้นได้หรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีนายสุกฤษฎิ์ เมฆประภามงคลหัวหน้าหน่วยสินเชื่อของโจทก์เบิกความประกอบบัญชีกระแสรายวันว่าเมื่อมีสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วได้มีการเดินสะพัดทางบัญชีมาโดยตลอด จำเลยเองเบิกความรับว่าได้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์หลายครั้ง ทางธนาคารโจทก์ได้แจ้งรายการบัญชีให้ทราบด้วยเจือสมกับพยานโจทก์ นอกจากนี้ยังได้ความจากทางนำสืบโจทก์ว่าเมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้ว มีการต่ออายุสัญญาออกไปอีกและจำเลยยอมรับว่า ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2534 จำเลยเป็นหนี้โจทก์4,738,227.27 การที่จำเลยยอมรับยอดหนี้ดังกล่าวเป็นข้อยืนยันอีกประการหนึ่งว่าจำเลยยอมรับว่าการนำเงินเข้าและการเบิกเงินจากบัญชีกระแสรายวันรวมตลอดถึงรายการหักทอนบัญชีและการคิดดอกเบี้ยทบต้นเป็นไปโดยถูกต้อง

มิฉะนั้นผู้ประกอบการค้าเช่นจำเลยคงไม่ลงลายมือชื่อไว้ ที่จำเลยอ้างว่าไม่รู้ไม่เข้าใจนั้น เป็นเพียงคำกล่าวลอย ๆ และง่ายต่อการที่จะยกขึ้นอ้าง พยานโจทก์มีน้ำหนักกว่าพยานจำเลย จึงฟังว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ในวันที่สัญญาเบิกเงินเกินบัญชีสิ้นสุดจำนวน 5,201,558.50 บาท จริงส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12ต่อปีนับแต่วันสิ้นสุดสัญญานั้น เห็นว่า เดิมจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี มีสิทธิเพียงร้อยละ7.5 ต่อปี แต่ในชั้นฎีกากลับฎีกาว่าโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยเพราะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แม้ปัญหานี้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแต่จำเลยก็มิได้อ้างเหตุผลว่าดอกเบี้ยอัตราร้อยละ12 ต่อปี

ขัดต่อกฎหมายดังกล่าวอย่างไร ทั้งโจทก์เป็นสถาบันการเงินการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ตกอยู่ภายใต้บังคับของพระราชบัญญัติดอกเบี้ยให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523ไม่ใช่พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 แต่จำเลยก็มิได้แสดงเหตุผลเช่นกันว่าโจทก์ปฏิบัติผิดต่อกฎหมายดังกล่าวนี้อย่างไร ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ สรุปแล้วฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ · ระพินทร บรรจงศิลป · วิเทพ ศิริพากย์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้