Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2507 (เลขอ้างอิง 45015)

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อเลยกำหนดเวลายื่นฎีกาแล้วจำเลยจึงยื่นคำร้องต่อศาลขอให้สั่งยืดเวลาให้จำเลยมีโอกาสยื่นฎีกา โดยอ้างว่าทนายจำเลยมอบฉันทะให้ผู้อื่นไปฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แทน ผู้รับมอบฉันทะนั้นฟังแล้วมิได้แจ้งผลของคำพิพากษาให้ทนายทราบเพราะความเจ็บป่วยพลั้งเผลอหลงลืมทนายจำเลยจึงไม่ทราบผลคำพิพากษา ส่วนจำเลยเองไปต่างจังหวัดและล้มป่วย เพิ่งทุเลาและมาพบกับทนายหลังวันครบกำหนดยื่นฎีกาแล้วพากันไปสืบที่ศาล จึงทราบว่าได้อ่านคำพิพากษาไปจนเลยกำหนดเวลายื่นฎีกาเสียแล้ว ดังนี้ เหตุเท่าที่อ้างนั้นมิใช่เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยอันจะมีคำขอภายหลังสิ้นกำหนดเวลายื่นฎีกาได้ และไม่พึงถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายกำหนดเวลายื่นฎีกาด้วยศาลย่อมสั่งยกคำร้องได้โดยมิต้องไต่สวนก่อนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ไปขายทอดตลาด แม้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาจะรู้ว่าทรัพย์นั้นไม่ใช่ของตน ลูกหนี้ก็ไม่มีหน้าที่ต้องคัดค้านหรือโต้แย้งการนำยึดนั้น ทั้งไม่มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวให้เจ้าของทรัพย์นั้นทราบด้วย และเมื่อลูกหนี้นั้นไม่ได้ร่วมกับเจ้าหนี้กระทำการยึดทรัพย์นั้นมาขายทอดตลาดด้วยประการใด ก็จะฟังว่าได้ร่วมกระทำละเมิดต่อเจ้าของทรัพย์ไม่ได้แม้เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์นั้นถูกนำมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้และลูกหนี้ก็ยอมรับเอาประโยชน์นั้นด้วย ก็จะถือเป็นเหตุว่าลูกหนี้นั้นได้ร่วมกับเจ้าหนี้กระทำละเมิดต่อเจ้าของทรัพย์ไม่ได้อยู่นั่นเอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ในการบังคับคดีที่จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้ตัวแทนนำยึดไม้สักซึ่งเป็นของโจทก์โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 2 แล้วเจ้าพนักงานกองหมายได้ขายทอดตลาดไป ขอให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การว่า ได้ปฏิบัติการบังคับคดีไปโดยสุจริตตามอำนาจและชอบด้วยกฎหมาย หากจะมีการยึดผิดไปก็ชอบที่ผู้เสียหายหรือเจ้าของทรัพย์จะคัดค้านดำเนินคดีไปในสำนวนที่มีการยึดทรัพย์นั้น การที่ปล่อยปละละเลยเช่นนี้จึงไม่มีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำเลยที่ 2 ให้การว่า ไม้รายนี้จำเลยได้ทำสัญญาซื้อขายกับผู้แทนโจทก์แล้ว ต้องถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 อย่างไรก็ดี จำเลยที่ 1 ได้นำยึดไม้รายนี้ไปตามอำนาจ

จำเลยที่ 2 มิได้รู้เห็นเป็นใจให้นำยึดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ผู้เดียวใช้เงินแก่โจทก์ยกฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 2โจทก์กับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกา ส่วนจำเลยมิได้ยื่นฎีกาภายในกำหนด แต่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเมื่อเลยกำหนดเวลาฎีกาแล้ว ขอให้สั่งยึดเวลาให้ได้มีโอกาสยื่นฎีกามีกำหนด 15 วัน ศาลชั้นต้นสั่งว่า "กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 23 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้ยกคำร้อง"จำเลยที่ 1 อุทธรณ์คำสั่งนั้น

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จึงฎีกาต่อมาอีกศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า ปรากฏว่าศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ผู้รับมอบฉันทะจากทนายความของจำเลยที่ 1 ฟังไปแล้วโดยชอบ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอยึดเวลาอ้างเหตุว่าผู้รับมอบฉันทะนั้นฟังแล้วมิได้แจ้งผลของคำพิพากษาให้ทนายความของจำเลยที่ 1 ทราบ เพราะความเจ็บป่วยพลั้งเผลอหลงลืมของผู้รับมอบฉันทะ ทนายความของจำเลยที่ 1 จึงมิได้ทราบผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตัวจำเลยที่ 1 ก็ไปประกอบการค้าอยู่ต่างจังหวัดและได้ล้มป่วยลง เพิ่งทุเลาและเดินทางมาพบทนายเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2506 (อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันที่ 29 กรกฎาคม 2506) แล้วพากันไปสืบเรื่องที่ศาลจึงทราบว่าได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จนล่วงเลยกำหนดเวลายื่นฎีกาเสียแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้จงใจละเลยเพิกเฉย

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า การขอขยายกำหนดเวลายื่นฎีกามีกฎหมายบังคับว่า จะพึงทำได้ต่อเมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และต้องมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กำหนดให้ยื่นฎีกา เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยเท่านั้นจึงจะมีคำขอภายหลังเช่นคำร้องของจำเลยที่ 1 นี้ได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23) เหตุที่จำเลยอ้างขึ้นมานั้นแม้จะไต่สวนคำร้องได้ความจริงดังข้ออ้าง ก็มิใช่กรณีมีเหตุสุดวิสัย แต่เป็นกรณีที่ผู้รับมอบฉันทะนั้นได้ละเลยต่อหน้าที่ ทั้งการที่ทนายความของจำเลยมอบฉันทะให้ผู้อื่นมาฟังคำพิพากษาแทนนั้น ก็แสดงอยู่ในตัวว่าทนายได้ทราบกำหนดวันนัดอ่านดีแล้ว ไฉนไม่สนใจว่าผู้รับมอบฉันทะไปฟังมาแล้วได้ผลประการใดปล่อยปละละเลยจนเวลาล่วงเลยมาถึงเดือนเศษแล้วก็ยังว่าไม่ทราบเช่นนี้

ย่อมผิดวิสัย ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นความผิดและความบกพร่องของฝ่ายจำเลยที่ 1 เอง ไม่ใช่เป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยตามข้อยกเว้นในมาตรา 23 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงถูกต้องแล้ว ศาลฎีกายังเห็นต่อไปว่า พฤติการณ์ตามข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ก็ไม่ถือได้ว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขอขยายกำหนดเวลายื่นฎีกาได้อีกด้วย ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องโดยมิต้องไต่สวนคำร้องนั้นชอบแล้วส่วนฎีกาของโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าแม้จำเลยที่ 2 จะรู้แน่แก่ใจว่าไม้รายนี้ไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 ก็ดีจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จำต้องคัดค้านหรือโต้แย้งการที่จำเลยที่ 1 นำยึด เพราะเป็นเรื่องของจำเลยที่ 1 ที่จะขอบังคับคดีนำยึดทรัพย์รายใดได้ตามสิทธิที่มีอยู่ในคดีนั้น และผู้ที่จะคัดค้านหรือโต้แย้งก็คือเจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึด

ผู้ที่มิใช่เจ้าของและมิได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของจะคัดค้านหรือโต้แย้งแทนย่อมไม่ได้ และแม้จำเลยที่ 2 จะเป็นลูกหนี้ในคดีนั้นก็หามีหน้าที่ต้องคอยบอกกล่าวให้เจ้าของทรัพย์ที่ถูกยึดทราบแต่อย่างใดไม่เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่มีหน้าที่ และโจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่าได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำการยึดไม้รายนี้มาขายทอดตลาดด้วยประการใดก็ไม่มีทางฟังว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำละเมิดต่อโจทก์ ส่วนที่ขายทอดตลาดไม้ได้เงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 2 ผู้เป็นลูกหนี้ และจำเลยที่ 2 ก็ยอมรับเอาประโยชน์นั้นด้วย ก็เป็นผลเกิดจากการละเมิดของจำเลยที่ 1 แล้วพลอยมาได้แก่จำเลยที่ 2 เองตามกระบวนการบังคับคดี ไม่ใช่การกระทำของจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์แต่อย่างใด จะถือเป็นเหตุว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกับจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดต่อโจทก์ไม่ได้อยู่นั่นเองพิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
การุณย์นราทร · ยง เหลืองรังษี · พร สุขารมณ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้