Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท โดยดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 190 (1) คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2541 จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ได้แต่งตั้งจำเลยที่ 3 เป็นทนายความยื่นฟ้องนางหลีกับพวก ต่อศาลจังหวัดมุกดาหารเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 705/2541 เรื่อง ยืม จำนอง ต่อมาวันที่ 26 มกราคม 2542 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องเกี่ยวกับชื่อ นางสกุล และที่อยู่ของจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นนางหลี หรือนางวิไล (ชื่อโจทก์) โดยระบุว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ทำให้โจทก์ซึ่งไม่เคยเป็นลูกค้าของจำเลยที่ 1 ตกเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้รับสำเนาคำฟ้องในคดีดังกล่าวแล้วได้ติดต่อแจ้งพนักงานของจำเลยที่ 1 สาขามุกดาหาร พร้อมกับนำเอกสารไปแสดงว่าโจทก์กับนางหลีจำเลยในคดีดังกล่าวที่ถูกฟ้องมิใช่เป็นบุคคลคนเดียวกัน แต่จำเลยทั้งสามมิได้ดำเนินการอย่างไรจนกระทั่งโจทก์ได้รับหมายนัดสืบพยานจึงได้หาทนายความต่อสู้คดี และวันที่ 10 มิถุนายน 2542 จำเลยที่ 3 ยอมรับว่าโจทก์เป็นบุคคลคนละคนกับจำเลยในคดีดังกล่าวโดยได้ขอแก้ไขคำฟ้อง

ไม่ติดใจดำเนินคดีกับโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องว่าจ้างทนายความต่อสู้คดี 110,000 บาท ค่าพาหนะเดินทาง 40,000 บาท และค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ได้มอบเอกสารต่างๆ ในการดำเนินคดีแก่ลูกค้าของจำเลยที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทนายความ และทราบภายหลังว่าจำเลยที่ 3 แก้ไขคำฟ้องทำให้ตรงกับชื่อของโจทก์เมื่อจำเลยที่ 2 แจ้งให้จำเลยที่ 3 ทราบ จำเลยที่ 3 ก็ได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุความผิดพลาดดังกล่าวก็เนื่องมาจากคนสัญชาติญวนมีชื่อซ้ำตรงกันและมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดเดียวกัน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ประมาทเลินเล่อ โจทก์ไม่เสียหาย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 9,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 4,500 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นให้ยกฟ้องโจทก์จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา จึงเท่ากับจำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องร่วมกันรับผิดชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นเงิน 150,000 บาท ซึ่งไม่เกิน 200,000 บาท โดยดอกเบี้ยภายหลังวันฟ้องไม่นำมารวมคำนวณเป็นทุนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 (1) คดีจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ใช้ความระมัดระวังว่าจ้างจำเลยที่ 3 ให้ดำเนินคดีแก่นางหลี กับพวกลูกหนี้ของจำเลยที่ 1 มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงดังที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของจำเลยที่ 2 นั้น เป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงมิใช่ข้อกฎหมาย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากนี้ให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประทีป เฉลิมภัทรกุล · วีระชาติ เอี่ยมประไพ · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้