Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4499/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 31 เมื่อปรากฏว่าจำเลยฟ้องแย้งมาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 177 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ย่อมตกเป็นจำเลยตามฟ้องแย้ง คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ ดังนั้น การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายคดีโจทก์คงมีผลทำให้ไม่มีฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับประกันวินาศภัยต่าง ๆ จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2532 ครั้งสุดท้ายมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการภาคศูนย์บริการลำปางมีหน้าที่ติดต่อลูกค้าของโจทก์ที่มีความประสงค์จะทำประกันวินาศภัยและประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ในการรับประกันภัยดังกล่าวจำเลยมีหน้าที่นำเงินค่าเบี้ยประกันภัยชำระให้แก่โจทก์ภายใน 45 วัน

นับแต่วันที่จำเลยแจ้งให้โจทก์ทราบถึงการเอาประกันภัยของลูกค้าแต่ละราย นอกจากนี้ในการรับประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประกันภัยจากรถ พ.ศ. 2535 นั้น เมื่อจำเลยนำตารางกรมธรรม์จากโจทก์ไปรับประกันภัยให้แก่เจ้าของรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์แล้ว จำเลยจะต้องแจ้งการรับประกันภัยให้โจทก์ทราบ หากจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนโจทก์หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหายจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท เมื่อระหว่างปี 2541 ถึงปี 2542 จำเลยได้กระทำทุจริตและปฏิบัติผิดหน้าที่โดยจำเลยได้แจ้งการนำรถยนต์มาประกันวินาศภัยกับโจทก์และโจทก์ได้รับประกันภัยโดยออกกรมธรรม์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว แต่จำเลยไม่นำส่งเบี้ยประกันภัยหลังหักค่าตอบแทนแล้วให้แก่โจทก์รวม 206 กรมธรรม์เป็นเงิน 1,347,491.04 บาท และจำเลยได้นำตารางกรมธรรม์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

พ.ศ. 2535 ไปรับประกันภัยรถยนต์และรถจักรยานยนต์ แต่ไม่รายงานการรับประกันภัยและไม่ส่งคืนตารางกรมธรรม์ รวมทั้งไม่นำส่งเบี้ยประกันภัย รวมค่าเสียหายและเบี้ยประกันภัยหลังจากหักค่าตอบแทนแล้วเป็นเงิน 5,619,203 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นเงิน 6,966,694.04 บาท โจทก์ขอคิดค่าเสียหายเท่ากับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินค่าเบี้ยประกันภัยจำนวน 1,347,491.04 บาท นับจากวันสุดท้ายของแต่ละเดือนที่จำเลยแจ้งทำสัญญาประกันภัยกับโจทก์ไปอีก 45 วัน จนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ยจำนวน 99,077.84 บาท รวมเป็นเงินที่จำเลยจะต้องชำระแก่โจทก์โดยรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 7,065,771.88 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน7,065,771.88 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

จากต้นเงิน 6,966,694.04 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยให้การและฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งผู้จัดการศูนย์บริการลำปาง ได้รับอัตราค่าจ้างสุดท้ายเดือนละ 11,270 บาทจำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ว่าเมื่อจำเลยได้แจ้งให้โจทก์รับประกันวินาศภัยรถยนต์แล้วจำเลยจะต้องนำส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่จำเลยภายใน 45 วัน แต่อย่างใด และจำเลยไม่เคยตกลงว่าหากจำเลยนำกรมธรรม์ประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ไปจำหน่ายแล้ว ถ้าจำเลยไม่แจ้งการรับประกันภัยและไม่นำส่งตารางกรมธรรม์ประกันภัย รวมทั้งตารางกรมธรรม์เปล่าคืนแก่โจทก์ หรือทำตารางกรมธรรม์เปล่าสูญหาย

จำเลยจะต้องชำระเงินให้แก่โจทก์ตารางกรมธรรม์ละ 1,500 บาท ในระหว่างเดือนตุลาคม 2542 ถึงเดือนพฤษภาคม 2543 มีกรมธรรม์ประกันภัยที่ศูนย์บริการลำปางรับผิดชอบมากกว่าเดือนละ 400 กรมธรรม์จำเลยได้ส่งเบี้ยประกันภัยให้แก่โจทก์ครบถ้วนไม่มีค้างชำระ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากจำเลยไม่อาจทราบได้ว่า คำฟ้องหมายถึงรถคันใด เบี้ยประกันจำนวนเท่าใดวันเริ่มต้นประกันภัยและวันสิ้นสุดกรมธรรม์เมื่อใด ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2543 โจทก์เลิกจ้างจำเลยโดยจำเลยไม่มีความผิดและไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยไม่น้อยกว่า 300 วัน เป็นเงิน 112,700 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 16,905 บาท และค่าจ้างค้างจ่ายเป็นเงิน 39,445 บาท

ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์จ่ายค่าชดเชย ค่าจ้างค้างจ่าย เงินเพิ่มตามกฎหมายและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็น 1,313,341 บาทแก่จำเลยและให้โจทก์ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินค่าชดเชย 112,700 บาท ค่าจ้างค้างจ่าย 39,445 บาท และเงินเพิ่มตามกฎหมายนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยโจทก์มิได้ให้การแก้ฟ้องแย้งหลังจากศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วปรากฏว่าในวันนัดพิจารณาและสืบพยานโจทก์ โจทก์ไม่ไปศาลตามกำหนดนัดศาลแรงงานกลางมีคำสั่งว่า ถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไป ให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ และเนื่องจากศาลแรงงานกลางจำหน่ายคดีของโจทก์แล้ว จึงไม่มีตัวโจทก์ที่จะให้จำเลยฟ้องแย้งอีก จึงให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยออกจากสารบบความด้วยจำเลยอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า มีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งของศาลแรงงานกลางที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม บัญญัติว่า "จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้วให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจจำเลยที่จะฟ้องโจทก์มาในคำให้การได้ถ้าหากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม และอำนาจในการฟ้องแย้งของจำเลยดังกล่าวนำมาใช้ในคดีแรงงานด้วยโดยอนุโลมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ฉะนั้น เมื่อจำเลยฟ้องแย้งเข้ามาในคำให้การและศาลแรงงานกลางมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยแล้วโจทก์ก็คือจำเลยตามฟ้องแย้ง

คดีตามฟ้องแย้งจึงมีคู่ความครบถ้วนที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีของโจทก์ก็คงมีผลทำให้ไม่มีคำฟ้องเดิมที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปเท่านั้น หามีผลให้ฟ้องแย้งของจำเลยตกไปด้วยไม่ การที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งจำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลยด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำสั่งของศาลแรงงานกลางเฉพาะในส่วนที่ให้จำหน่ายฟ้องแย้งของจำเลย ให้ศาลแรงงานกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับฟ้องแย้งของจำเลยต่อไปและมีคำพิพากษาตามรูปคดี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปัญญา สุทธิบดี · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5477/2558

การถอนฟ้องภายหลังจำเลยยื่นคำให้การแล้วตาม ป.วิ.พ. มาตรา 175 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เพียงแต่บัญญัติให้ศาลฟังจำเลยเท่านั้น มิได้บัญญัติห้ามไม่ให้ศ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6506/2557

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงาน ต่อมาจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 1 จ้างโจทก์เป็นพนักงานจริง แต่มิได้เลิกจ้างหรือถอดถอนโจทก์จากการเป็นพนักงาน เห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3528/2557

ระยะเวลาฟ้องเพิกถอนคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคหนึ่ง เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2548

คำให้การของจำเลยข้อ 1.1 และ 1.2 อ้างว่าผู้บริหารของจำเลยไม่มีอำนาจทำสัญญาจ้างโจทก์แทนจำเลย สัญญาจ้างดังกล่าวจึงไม่ผูกพันจำเลยเป็นการปฏิเสธฟ้องโจทก์ว่าโจทก์กับจำเลยไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน ส่วนคำให้การข…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 267490)

ตามคำฟ้องเดิมของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่ได้ทำงานทุกวันเพราะจำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุดิบซึ่งไม่ใช่ความผิดของโจทก์ จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้างในช่วงที่โจทก์ไม่ได้ทำงานด้วย ต่อมาจำเลยที…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้