Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4496/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พฤติการณ์รับฟังไม่ได้ว่า การโอนขายที่ดินพิพาทเกิดจากการสมยอมระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 พยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามน่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน แม้จำเลยที่ 2 จะโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ก่อนจะถูกโจทก์ฟ้องขอให้ล้มละลายประมาณ 2 เดือนก็ตามผู้ร้องหาอาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2กับผู้คัดค้านที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 114 ได้ไม่ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทน ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้โดยชอบ แม้การโอนจะได้กระทำขึ้นภายหลังมีการขอให้จำเลยที่ 2 ล้มละลายผู้ร้องก็ไม่มีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวได้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2533 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ล้มละลาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2534 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12900, 12901 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ตามมาตรา 114 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 หากไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำสั่งศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน หากไม่สามารถกลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ให้ผู้รับโอนร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินพิพาทแทนเป็นเงิน 3,668,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12900,12901 ระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 และระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2และที่ 3 ให้กลับคืนสู่ฐานะเดิมโดยให้ผู้คัดค้านทั้งสามดำเนินการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวกลับคืนสู่กองทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของผู้คัดค้านทั้งสาม คำขออื่นให้ยกผู้คัดค้านทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้คัดค้านทั้งสามฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2533 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ล้มละลายศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามไว้เด็ดขาดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2534 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2532 อันเป็นระยะเวลาภายใน 3 ปีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ล้มละลายนั้น จำเลยที่ 2 ได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 12900 และ12901 ตำบลบางแค (หลักสอง) อำเภอภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1ซึ่งเป็นบุตรในราคา 900,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย ค.12ต่อมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2534 อันเป็นระยะเวลาภายหลังที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามขอให้ล้มละลายแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนขายที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ในราคา 1,000,000 บาท ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินเอกสารหมาย

ค.32 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ร้องจะร้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่จำเลยที่ 2 โอนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 และผู้คัดค้านที่ 1 โอนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้หรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่า จำเลยที่ 2 ได้โอนขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ในวันที่ 6 ธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นเวลาก่อนหน้าที่จำเลยที่ 2 จะถูกโจทก์ฟ้องขอให้ล้มละลายประมาณ 2 เดือนก็ตาม แต่สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ต้องโอนขายที่ดินพิพาทดังกล่าวก็สืบเนื่องมาจากจำเลยทั้งสามได้ถูกธนาคารศรีนคร จำกัด เป็นโจทก์ฟ้องให้รับผิดชำระหนี้ตามสัญญาและบังคับจำนองที่ดิน 6 แปลง ซึ่งรวมทั้งที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 2 นำไปจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ต่อธนาคารศรีนคร จำกัด คดีดังกล่าวได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้วในวันที่ 8 สิงหาคม 2532 โดยมีข้อตกลงส่วนหนึ่งว่าธนาคารศรีนคร

จำกัด ยินยอมให้จำเลยทั้งสามนำที่ดินทั้งหกแปลงที่จำนองไว้ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกได้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด จำเลยที่ 2 จึงได้ประกาศขายที่ดินทั้งหกแปลงแก่บุคคลทั่วไป ผลสุดท้ายมีบุคคลอื่นซื้อที่ดินของจำเลยที่ 2 ไปแล้ว 5 แปลงรวมทั้งที่ดินพิพาท 2 แปลง ซึ่งนายสุวรรณ สันติวงศ์บุญ เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 2 ก่อนในราคา 900,000 บาท โดยนายสุวรรณนำเงิน 200,000 บาทมาวางมัดจำไว้แก่จำเลยที่ 2 แล้วตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย ร.2 ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 จึงได้ขอซื้อสิทธิตามสัญญาดังกล่าวจากนายสุวรรณ โดยผู้คัดค้านที่ 1ตกลงให้เงินตอบแทนแก่นายสุวรรณเป็นเงิน 250,000 บาท ดังนั้น จะเห็นได้ว่า

สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ต้องขายที่ดินพิพาททั้งสองแปลงและที่ดินอื่นก็เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมเพื่อนำเงินที่ได้จากการขายที่ดินไปชำระหนี้แก่ธนาคารศรีนคร จำกัด ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การขายที่ดินของจำเลยที่ 2 ก็มีการประกาศขายโดยเปิดเผยและมีบุคคลอื่นขอซื้อที่ดินจากจำเลยที่ 2ไปรวม 3 แปลง ซึ่งผู้ร้องก็มิได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนการโอนที่ดินทั้งสามแปลงที่จำเลยที่ 2 ขายให้แก่ผู้อื่นแต่อย่างใด สำหรับที่ดินพิพาททั้งสองแปลงนั้นแม้ตามหลักฐานในสารบัญจดทะเบียนจะปรากฏว่าจำเลยที่ 2 โอนขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร จำเลยที่ 2 ก็ตาม แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ก็หาได้เป็นผู้ติดต่อซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ในครั้งแรกไม่

เพราะผู้คัดค้านที่ 1 มาขอซื้อสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายจากนายสุวรรณ สันติวงศ์บุญ ซึ่งเป็นผู้ขอซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 ก่อนโดยนายสุวรรณเบิกความยืนยันว่า ไม่เคยรู้จักกับจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 มาก่อนแต่เห็นป้ายโฆษณาขายที่ดินพิพาทจึงสนใจและไปติดต่อขอซื้อจากจำเลยที่ 2 ในราคา900,000 บาท และวางเงินมัดจำจำนวน 200,000 บาท ต่อมาก่อนถึงวันนัดโอนที่ดินผู้คัดค้านที่ 1 มาขอให้นายสุวรรณขายสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทโดยให้ราคา 250,000 บาท นายสุวรรณจึงขายสิทธิตามสัญญาให้ผู้คัดค้านที่ 1 ไปซึ่งหากผู้คัดค้านที่ 1 มีเจตนาไม่สุจริตร่วมกับจำเลยที่ 2 แล้วก็น่าจะเข้าทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยตรงเสียแต่แรก

หาจำต้องมาขอซื้อสิทธิต่อจากผู้อื่นซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ส่วนการซื้อขายที่ดินพิพาทรายนี้จะมีค่าตอบแทนกันจริงหรือไม่นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานว่า ได้ซื้อที่ดินพิพาทในราคา 900,000 บาทตามราคาที่จำเลยที่ 2 ขายแก่นายสุวรรณซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาประเมินของกรมที่ดิน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงิน 250,000 บาท แก่นายสุวรรณและชำระเงินไถ่ถอนจำนองแก่ธนาคารศรีนคร จำกัด เป็นแคชเชียร์เช็ค ตามเอกสารหมาย ค.11จำนวนเงิน 393,000 บาท ซึ่งนายสุวรรณและนายสมเกียรติ รุ่งเรืองวัฒนโชติเจ้าหน้าที่ฝ่ายประนอมหนี้ของธนาคารศรีนคร จำกัด และเป็นผู้ไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่จำเลยที่ 2 ก็มาเบิกความเป็นพยานผู้คัดค้านทั้งสามรับว่าเป็นความจริงพฤติการณ์ของการณ์ซื้อขายที่ดินพิพาทจึงฟังไม่ได้ว่าเกิดจากการสมยอมระหว่างจำเลยที่ 2 และผู้คัดค้านที่ 1 ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานของผู้คัดค้านทั้งสามน่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนจริงดังนั้น

ผู้ร้องย่อมไม่อาจร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับผู้คัดค้านที่ 1 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 114 ได้และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจากจำเลยที่ 2 โดยสุจริตและมีค่าตอบแทนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมมีสิทธิโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ได้โดยชอบ ผู้ร้องย่อมไม่มีอำนาจเพิกถอนนิติกรรมโอนดังกล่าวเช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทของผู้ร้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ศิริชัย สวัสดิ์มงคล · ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · สมชัย สายเชื้อ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้