Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2507 (เลขอ้างอิง 44893)

พ.ศ. 2507 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีที่ดินอยู่แปลงเดียวปรารภว่าจะแบ่งให้บุตรทั้ง 4 คนอ. ซึ่งเป็นบุตรีคนหนึ่งกับ ช.สามีรบเร้าให้แบ่งที่ดินยกให้อ. ก่อนโดยรับรองจะส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 200 บาท ครั้นโจทก์แบ่งแยกที่ดินแล้ว อ. กับ ช.ก็แนะนำให้โอนที่ดินแปลงที่ยกให้แก่ อ. นั้น โดยทำนิติกรรมเป็นขายให้แก่ ช.โดยโจทก์ไม่ได้รับเงินเลยเมื่อได้ที่ดินแล้วอ. กับ ช.ก็ส่งเสียเงินแก่โจทก์ตามที่รับรองไว้ต่อมาช. เกิดผิดใจกับโจทก์ ช. กับ อ. ก็ถือโกรธไม่ยอมส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์ทำให้โจทก์ประสบความแร้นแค้นและ ช. ยังด่าว่าโจทก์ว่า 'คนแก่หัวหงอก พูดจากลับกลอก ไม่มีสัตย์' ต่อหน้าบุคคลหลายคนซึ่งเป็นญาติก็มี ไม่ใช่ญาติก็มีดังนี้ โจทก์ย่อมฟ้อง ช. เรียกถอนคืนการให้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531(2)(3) โจทก์โอนที่ดินให้จำเลยโดยทำนิติกรรมเป็นขายให้ แล้วนำพยานบุคคลมาสืบหักล้างพยานเอกสารว่าโจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงให้โอนให้ โดยโจทก์มิได้สมัครใจและมิได้รับเงินราคาที่ดินนั้น ดังนี้ โจทก์มีสิทธินำสืบได้เพราะเป็นการสืบทำลายล้างเอกสารนั้นว่ามีขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยซึ่งเป็นบุตรีโจทก์ หลอกโจทก์ว่า ย. ผู้เคยมีกรณีขัดแย้งอยู่กับโจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ขอให้โจทก์โอนที่ดินให้เป็นของจำเลยเสียหากแพ้คดีจะได้ไม่ถูกยึดทั้งรับรองว่าภายหลังจะโอนกลับคืนให้แล้วจำเลยก็ให้โจทก์ทำนิติกรรมเป็นโอนขายแก่จำเลยโดยโจทก์มิได้สมัครใจและมิได้รับเงินเลย ดังนี้ ต่อมาโจทก์รู้ตัวว่าถูกหลอกลวง ได้เตือนให้จำเลยโอนคืนแล้วจำเลยขัดขืน โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายนั้นเสียได้ โจทก์ฎีกาโดยรับอนุญาตให้ฟ้องฎีกาได้อย่างคนอนาถา เมื่อจำเลยแพ้คดีในชั้นศาลฎีกา และศาลเห็นว่าจำเลยจะต้องเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความทั้งสองฝ่ายศาลฎีกาย่อมสั่งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมโดยเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกานั้นให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ผู้ฎีกาอย่างคนอนาถาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 158

คำฟ้องและคำให้การ

คดี 2 สำนวนนี้ บิดามารดาเป็นโจทก์ฟ้องบุตรเขยเป็นจำเลยสำนวนหนึ่ง กับฟ้องบุตรเขยคนนั้นกับบุตรสาว 2 คนเป็นจำเลยร่วมกันอีกสำนวนหนึ่ง ศาลพิจารณารวมกันในสำนวนแรก

โจทก์ฟ้องขอถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดที่ 2827 จากนายชาญจำเลยโดยอ้างเหตุว่า จำเลยประพฤติเนรคุณในสำนวนหลัง

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนและเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดที่ 2826, 2828 และ 2829 ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เสีย โดยอ้างเหตุว่าจำเลยร่วมกันทำกลฉ้อฉลให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลยที่ 1 นิติกรรมตกเป็นโมฆียะและโจทก์ได้เตือนให้จำเลยโอนกลับคืนแก่โจทก์แล้ว จำเลยทั้ง 2 สำนวนให้การต่อสู้คดีศาลชั้นต้นพิพากษาในสำนวนแรกให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดที่ 2827 จากจำเลยคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย โดยให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมการโอนแต่ผู้เดียวส่วนสำนวนหลังให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดที่ 2826, 2828 และ 2829 ให้จำเลยที่ 1 โอนกลับคืนให้แก่โจทก์หากไม่ปฏิบัติตามก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าธรรมเนียมการโอนให้จำเลยที่ 1 เสียแต่ผู้เดียว

จำเลยในสำนวนแรกอุทธรณ์ ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 1 กับที่ 3 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้ง 2 สำนวนโจทก์ฎีกาทั้ง 2 สำนวน โดยได้รับอนุญาตให้ฟ้องฎีกาได้อย่างคนอนาถาศาลฎีกาฟังว่า โจทก์มีสมบัติอยู่เฉพาะที่ดินโฉนดที่ 525 เนื้อที่ 556 9/10ตารางวา ภายในที่ดินนี้มีเรือนของโจทก์อยู่กับบุตร 4 คน นางอาภาจำเลยออกเรือนไปอยู่กับสามีต่างหากที่ดินที่เหลือโจทก์ให้คนเช่าปลูกบ้าน โจทก์ได้อาศัยค่าเช่านี้เลี้ยงชีพ โจทก์ปรารภว่าจะแบ่งที่ดินนี้ให้แก่บุตรทุกคน แต่จะสงวนไว้เลี้ยงชีพไปก่อน นายชาญจำเลยได้มาเป็นสามีนางอาภาจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสโจทก์อยู่ในวัยชรามาก อะไร ๆ ก็ต้องอาศัยบุตรเป็นประมาณ นายชาญจำเลยจัดการขับไล่ผู้เช่าออกไปแล้วตกลงทำสัญญากับนายยู่ซ้งให้มาลงทุนก่อสร้างตึกแถวให้เช่า โดยเรียกเงินกินเปล่าจากผู้สร้าง แล้วจะได้ตึกเป็นกรรมสิทธิ์ด้วย โดยนายชาญเป็นคู่สัญญากับนายยู่ซ้งก่อนเกิดสัญญานี้

นางอาภากับนายชาญรบเร้าขอให้แบ่งที่ดินยกให้นางอาภาเสียก่อนคนอื่น โดยรับรองจะส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 200 บาท โจทก์จึงขอแบ่งแยกโดยระบุว่าเพื่อขายให้นางอาภา ขณะรังวัดโจทก์ได้ขอแบ่งแยกเพิ่มขึ้นอีก 3 แปลงได้รับโฉนดใหม่ที่แบ่งแยกคือ โฉนดที่ 2826, 2827, 2828, 2829 ที่ดินโฉนดที่ 2827 ที่จะยกให้นางอาภาจำเลยนั้น จำเลยอ้างเหตุแนะนำให้ทำเป็นขายและเวลาโอนขายก็แนะนำให้ทำเป็นขายให้แก่นายชาญจำเลย โจทก์จึงโอนขายให้แก่นายชาญโดยมิได้รับเงินเลย เมื่อได้ที่ดินแล้วจำเลยก็ส่งเสียแก่โจทก์เป็นปัจจัยในการเลี้ยงชีพตามที่รับรองไว้ ต่อมาในการทำสัญญากับนายยู่ซ้งดังกล่าวนั้นข้อความในสัญญามีว่า นายชาญจำเลยเป็นผู้ให้ก่อสร้างในที่ดินโฉนดใหม่ทั้ง 4 ฉบับ

อันเป็นที่ดินของผู้ให้ก่อสร้าง สร้างเสร็จแล้วยอมยกกรรมสิทธิ์สิ่งก่อสร้างให้แก่ผู้ให้ก่อสร้าง และจะให้เงินแก่ผู้ให้ก่อสร้างด้วย 200,000 บาท โดยให้ก่อนในวันทำสัญญา 30,000 บาท แล้วผู้ให้ก่อสร้างจะทำสัญญาให้เช่าตึกแถวนั้น 10 ปี ครั้นโจทก์ทราบข้อตกลงในสัญญานั้นแล้วก็ไม่พอใจได้เข้าขัดขวางนายยู่ซ้งจึงไม่ลงมือก่อสร้างและเรียกเงิน 30,000 บาทคืนจากนายชาญจำเลยนายชาญโกรธมาก ได้ด่าโจทก์ต่อหน้าบุคคลหลายคนตอนหนึ่งว่า "คนแก่หัวหงอกพูดจากลับกลอก ไม่มีสัตย์" นายอรรคพลหลานชายโจทก์อดโทสะไม่ไหว ได้ตีศีรษะนายชาญ เมื่อเกิดขัดแย้งกันแล้ว นายชาญและนางอาภาจำเลยก็ถือโกรธไม่ยอมส่งเสียเลี้ยงดูโจทก์ทำให้โจทก์ประสบความแร้นแค้น

การที่นายอรรคพลตีศีรษะนายชาญนั้นนายชาญได้ไปแจ้งความต่อตำรวจ และเกิดเหตุแล้วนางสาวจินตนาก็ไปฝักใฝ่อยู่กับนางอาภาและนายชาญจำเลย หลังจากเกิดเหตุนี้ 3 วันนางสาวจินตนาจำเลยได้ไปหาโจทก์ ล่อให้โจทก์ไปที่บ้านนายชาญนางอาภาจำเลย แล้วนางอาภาจำเลยหลอกลวงโจทก์ว่านายยู่ซ้งจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ขอให้โจทก์โอนที่ดินตามโฉนดใหม่อีก 3 โฉนดให้เป็นของนางสาวจินตนาเสียก่อนหากแพ้คดีจะได้ไม่ถูกยึด ทั้งนางสาวจินตนาจำเลยก็รับรองว่าพอให้เสร็จการสร้างตึกแล้วก็จะโอนกลับคืนให้โจทก์จึงยอม แล้วนางสาวจินตนาให้ทำเป็นโอนขาย ก็เลยยอมโดยไม่สมัครใจโดยโจทก์มิได้รับเงินเลย ต่อมาโฉนดที่เคยเก็บไว้ในตู้หายไปหมดโจทก์ที่ 2 จึงไปถามนางสาวจินตนาจำเลย

ๆ ว่านำไปฝากไว้ที่ธนาคารโจทก์ที่ 2 ขอคืน นางสาวจินตนาไม่ยอมคืน โจทก์จึงไปแจ้งความ นางสาวจินตนาก็นำโฉนดที่ 525 คืนให้ ส่วนอีก 3 โฉนดไม่ยอมคืนศาลฎีกาเห็นว่า1. พฤติการณ์ระหว่างนายชาญจำเลยกับโจทก์พอถือได้ว่าผู้รับยกให้ได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเป็นเลี้ยงชีวิตแก่ผู้ยกให้ในเวลาที่ผู้ยกให้ยากไร้ และผู้รับยกให้ยังสามารถจะให้ได้ ต้องตามมาตรา 531(3) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และการที่นายชาญจำเลยด่าว่าโจทก์ตอนหนึ่งว่า"คนแก่หัวหงอก พูดจากลับกลอก ไม่มีสัตย์" ต่อหน้าบุคคลหลายคนซึ่งเป็นญาติก็มี ไม่ใช่ญาติก็มี นั้น พอถือได้ว่า ผู้รับยกให้ได้ทำให้ผู้ให้เสียชื่อเสียงหรือหมิ่นประมาทผู้ยกให้อย่างร้ายแรง ต้องตามมาตรา 531(2)

แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย ทำนองเดียวกับฎีกาที่ 166/24962. ในสำนวนหลัง ที่นางสาวจินตนาจำเลยโต้แย้งว่า โจทก์จะนำพยานบุคคลสืบหักล้างพยานเอกสารว่าโจทก์โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยถูกหลอกลวงไม่ได้นั้น ฟังไม่ขึ้นเพราะมิใช่เป็นการนำสืบแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสารนั้น แต่เป็นการนำสืบทำลายล้างเอกสารนั้นว่ามีขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่างหาก และข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นางสาวจินตนากับนางอาภาจำเลยร่วมมือกันกล่าวตลบหน้าตลบหลังหลอกลวงโจทก์จนหลงเชื่อยอมโอนที่ดิน 3 โฉนดนั้นให้แก่นางสาวจินตนาจำเลยไปโดยมิได้รับค่าตอบแทนเลย หาใช่โจทก์ตกลงโอนขายให้แก่จำเลยด้วยใจสมัครและได้รับเงินราคาไม่จึง

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้นายชาญจำเลยในสำนวนแรกและนางสาวจินตนากับนางอาภาจำเลยในสำนวนหลังใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแต่ละสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำหรับสองศาลนี้สำนวนละห้าพันบาท โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมศาลในชั้นฎีกานั้น ให้จำเลยชำระต่อศาลในนามของโจทก์ผู้ฟ้องฎีกาอย่างคนอนาถา ตามที่บัญญัติในมาตรา 158 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
การุณย์นราทร · ห้วน ประชาบาล · ยุ้ย อาตมียะนันทน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้