คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้ได้ความว่าเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๖ จำเลยผู้เป็นผู้เช่าห้อง ๒ ห้องจากกระทรวงธรรมการแทนบุตรีจำเลย โดยให้บุตรีจำเลยทำการเย็บปักถักร้อย ค่าเช่าห้องเดือนละ ๒๔ บาท แลบุตรีจำเลยเป็นผู้เสียค่าเช่าเอง แลได้เสียค่าแป๊ะเจี๊ยะให้แก่ผู้ให้เช่าไปแล้ว ๒๒๐ บาท ต่อมาเจ้าพนักงานได้มีหนังสือสั่งให้จำเลยยื่นใบประเมินและทำบัญชีสินค้าส่งไปยังอำเภอ จำเลยเห็นว่าไม่ควรเสียภาษีการค้า จึงได้มีจดหมายตอบไปยังอำเภอตามความจริงดังกล่าวข้างต้น โจทก์เห็นว่าจำเลยไม่ยื่นใบประเมินการค้าเป็นการหลบเลี่ยงภาษีตามพระราชบัญญัติ แลเห็นว่าจำเลยแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานโดยที่จำเลยเป็นผู้เช่าห้องรายนี้ จึงฟ้องขอให้ลงโทษจำเลย ศาลเดิมเห็นว่าเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะนั้นตาม ม.๓ แห่งพระราชบัญญัติภาษีการค้าไม่ได้นับรวมเป็นค่ารายปี ทั้งไม่ใช่ค่าเช่าที่เรียกไว้ล่วงหน้า โดยเป็นแต่เงินซื้อสิทธิที่จะเข้าไปอยู่ในห้องเช่าแลฟังว่าโจทก์สืบไม่ได้ว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ พิพากษาให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาว่าจำเลยควรมีผิดฐานไม่ยื่นแบบแจ้งรายการประเมินแลว่าจำเลยควรมีผิดฐานแจ้งความเท็จ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าเงินแป๊ะเจี๊ยะไม่ใช่ค่าเช่าจะไปคิดรวมกับค่าเช่าหาได้ไม่ แลจำเลยไม่ได้ทำการค้าขายเอง จึงไม่จำเป็นต้องยื่นแบบแจ้งรายการประเมิน ส่วนข้อแจ้งความเท็จเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง ซึ่งศาลฎีกาต้องฟังตาม.
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์(อิศร-กฤต-นล)