Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4477/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยซึ่งเป็นภริยาโจทก์ได้รับมรดกคือที่ดินพิพาทเมื่อปี 2509 ขณะที่มีการใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม การพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประเภทใดต้องพิจารณาตามบทกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มา คือตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิมมาตรา 1466 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินทั้งหมดที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส นอกจากที่ระบุไว้ว่าเป็นสินเดิมหรือสินส่วนตัวตามมาตรา 1463หรือ 1464 เมื่อจำเลยได้รับที่ดินพิพาททางพินัยกรรมในระหว่างสมรสและไม่มีการระบุว่าให้เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย แม้ต่อมาจะมีการแบ่งแยกและออกโฉนดใหม่เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใหม่ใช้บังคับแล้ว ก็ไม่ทำให้เปลี่ยนสินส่วนตัว โจทก์จึงมีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทตามฟ้องได้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์อยู่กินฉันสามีภริยาและจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2497 โดยขณะสมรสทั้งสองฝ่ายไม่มีสินเดิม อยู่กินด้วยกันจนมีบุตร 7 คน และรับบุตรบุญธรรมอีก 2 คน ในระหว่างสมรสคือเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2510 จำเลยได้รับทรัพย์สินคือที่ดินโฉนดเลขที่ 1433 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานครกึ่งหนึ่งของเนื้อที่ 26 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา โดยจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับเจ้าของเดิมต่อมาที่ดินถูกเวนคืนบางส่วนคงเหลือเป็นของจำเลย 9 ไร่ 1 งาน43 ตารางวา ครั้นวันที่ 25 พฤษภาคม 2542 จำเลยได้แบ่งแยกที่ดินดังกล่าวและออกโฉนดใหม่แยกจากโฉนดเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 3719 ตำบลทรายที่ดินอำเภอมีนบุรี (เมือง)

กรุงเทพมหานคร และวันที่ 30 ธันวาคม 2530โจทก์และจำเลยได้จดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่บุตร 5 คนคนละ 400 ส่วน ใน 3743 ส่วน คงเหลือที่ดิน 4 ไร่ 1 งาน 43 ตารางวา โจทก์และจำเลยสมัครใจแยกกันอยู่เพราะเหตุไม่อาจอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาได้โดยปกติสุขตลอดมาตั้งแต่ปี 2525 ถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกินกว่า 3 ปีแล้ว โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลยและขอแบ่งสินสมรส แต่จำเลยเพิกเฉยโจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้แบ่งสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 3719 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง)กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นของจำเลยให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเนื้อที่ 2 ไร่71.5 ตารางวา โดยให้โจทก์และจำเลยประมูลกันเอง

หากตกลงราคาประมูลกันไม่ได้ให้ยึดที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนที่เป็นชื่อของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินที่ได้แบ่งให้แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่งจำเลยให้การว่า จำเลยอยู่กินฉันสามีภรรยาและจดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2497 แต่เมื่อประมาณปี 2500 โจทก์กับจำเลยได้แยกอยู่เนื่องจากจำเลยไม่สามารถทนความประพฤติของโจทก์ เพราะโจทก์ดื่มสุรา เล่นการพนันและเจ้าชู้ ต่อมาเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2509 นางวอน เปลี่ยนสียายจำเลยได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินตามคำฟ้องให้แก่จำเลยเพียงผู้เดียวโดยไม่ได้ยกให้เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นสินสมรส โจทก์ไม่มีสิทธิขอแบ่งขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย

คำขออื่นให้ยกโจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อปี 2497 ตามทะเบียนการสมรสเอกสารหมาย จ.2 นางวอน เปลี่ยนสี ซึ่งเป็นยายของจำเลยได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินตามฟ้องให้แก่จำเลยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2509

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทตามฟ้องเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลยหรือไม่ โจทก์นำสืบว่านางวอนทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยในระหว่างที่โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายตามสำเนาภาพถ่ายพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.4 ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ย่อมเป็นสินสมรสส่วนจำเลยนำสืบว่า นางวอนทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้จำเลยเพียงผู้เดียวโดยระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัว เหตุที่นางวอนไม่ทำพินัยกรรมยกให้เป็นสินสมรสเพราะโจทก์ประพฤติตัวไม่ดี ไม่ได้รับผิดชอบครอบครัวโดยมีนายบุญรอด บุญยะมานางกาญจนา สุดปัญญา และนางปาริชาติ รุ่งเรือง เบิกความสนับสนุน แต่นายบุญรอดเป็นญาติของจำเลย นางกาญจนา และนางปาริชาติเป็นบุตรจำเลยแม้นางกาญจนาเป็นบุตรโจทก์ด้วย แต่นางกาญจนาก็อาศัยอยู่กับจำเลยพยานจำเลยดังกล่าวย่อมเบิกความเป็นประโยชน์แก่จำเลย

ทั้งจำเลยไม่มีพินัยกรรมที่อ้างว่านางวอนทำพินัยกรรมระบุว่าให้เป็นสินส่วนตัวมาแสดงต่อศาลพยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักที่จะรับฟังว่านางวอนได้ทำพินัยกรรมระบุไว้ว่าให้เป็นสินส่วนตัว อีกทั้งโจทก์จำเลยนำสืบว่า นางวอนได้ทำพินัยกรรมเมื่อวันที่ 26เมษายน 2509 และจำเลยเบิกความว่างนางวอนได้ถึงแก่ความตายในปีเดียวกับที่ทำพินัยกรรม ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาขณะที่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม การพิจารณาว่าเป็นทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประเภทใดต้องพิจารณาตามกฎหมายที่ใช้ในขณะที่ได้มาซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ทรัพย์สินทั้งหมดที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรสนอกจากที่ระบุไว้ว่าเป็นสินเดิมหรือสินส่วนตัวตามมาตรา 1463 หรือ 1464และมาตรา 1464 สินส่วนตัวได้แก่ (3)

ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างเป็นสามีภริยาโดยทางพินัยกรรม หรือยกให้โดยเสน่หา เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้นั้นได้แสดงไว้เป็นสินส่วนตัว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับที่ดินพิพาทโดยทางพินัยกรรมในระหว่างสมรสและไม่มีการระบุว่าให้เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวที่ดินพิพาทจึงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เดิม มาตรา 1466 วรรคหนึ่งแม้ต่อมาจะได้มีการแบ่งแยกที่ดินและออกโฉนดใหม่จากโฉนดเดิมเป็นโฉนดเลขที่ 3719 เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ที่ตรวจชำระใหม่พ.ศ. 2519 ใช้บังคับแล้วก็เป็นเรื่องการแบ่งทรัพย์สินในระหว่างผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมไม่ทำให้ที่ดินพิพาทหลังจากแบ่งแยกโฉนดแล้วเปลี่ยนเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471(3) โดยยังคงถือว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยอยู่นั่นเองโจทก์จึงมีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาทตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าที่ดินพิพาทไม่ใช่สินสมรสนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3719 ตำบลทรายกองดิน อำเภอมีนบุรี (เมือง) กรุงเทพมหานคร เฉพาะส่วนที่เป็นของจำเลยให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 71.5 ตารางวา โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อนเมื่อไม่สามารถแบ่งได้ ให้ประมูลระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเอาเงินแบ่งกันตามส่วนแห่งความเป็นเจ้าของรวมนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จังหวัด วิเชียรสรรค์ · อำนวย สุขพรหม · อธิราช มณีภาค
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้