คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน ๓,๕๙๒,๒๓๐.๓๔ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี จำเลยนำใบหุ้นจำนวน ๙,๐๐๐ หุ้น มามอบให้โจทก์เป็นประกัน ต่อมาจำเลยนำเงินจากการขายหุ้นดังกล่าวบางส่วนและเงินปันผลที่ได้รับมาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์อีกบางส่วน นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระเงินต้น ๒,๗๖๐,๘๙๖.๖๗ บาทกับดอกเบี้ย ๘๖๔,๒๒๑.๔๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าว
จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ ฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๖๐,๘๙๖.๖๗ บาท แก่โจทก์
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ต่อมาจำเลยได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้น ๓,๕๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๙๓๔,๓๐๑ บาท ๖๐ สตางค์และเงินปันผลอีก ๒๐๗,๐๐๐ บาท มาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนนับถึงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๓ จำเลยชำระเงินต้นให้โจทก์ ๘๓๑,๓๓๓ บาท ๖๗ สตางค์ กับดอกเบี้ยอีก ๕๘๓,๖๔๒ บาท ๙๙ สตางค์ ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระเงินต้นส่วนที่เหลือพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามหนังสือของทนายโจทก์ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๕ ท้ายคำฟ้องเอกสารหมาย ๔ (ซึ่งหนังสือของทนายโจทก์ดังกล่าวอันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้ระบุยอดเงินต้นที่ค้างชำระเป็นเงิน ๒,๗๖๐,๘๙๖ บาท ๖๗ สตางค์
ตรงตามฟ้อง) คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๒ พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนข้อที่ว่ายอดเงินที่จำเลยชำระคืนบางส่วนเป็นเงินเท่าใด เป็นเงินอะไรบ้าง และมีการชำระเงินเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบต่อไป หาจำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์และได้ชำระเงินคืนบางส่วนแล้วจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่เหลือให้โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์และไม่ได้รับเงินตามฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยตั้งประเด็นพิพาทว่าจำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่และจะต้องรับผิดเพียงใดนั้น ย่อมมีความหมายทำนองเดียวกับประเด็นเดิมที่ว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือขยายประเด็นเดิม
จำเลยฎีกาข้อนี้ต่อไปว่าการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นหนี้เงินกู้ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องและนายแสวงพยานโจทก์เบิกความด้วยว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ไป จึงควรยกฟ้องได้
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งการทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ระหว่างโจทก์จำเลย จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใดและนอกจากนายแสวงจะเบิกความว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามฟ้องแล้ว ยังได้เบิกความต่อไปว่าเมื่อทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ แล้ว จำเลยยอมให้โอนเงินจากแผนกสินเชื่อไปชำระหนี้ที่แผนกขายหลักทรัพย์ซึ่งจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อันถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วเพื่อชำระหนี้อื่นแก่โจทก์ สัญญากู้เงินจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยฎีกาว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่เป็นการกู้ยืมเงินจึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการแปลงหนี้จากสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นสัญญากู้ยืมเงินนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนายแสวงพยานโจทก์ว่า ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อนำไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ จำเลยจึงได้มาทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ดังนั้น จึงถือได้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันชอบด้วยกฎหมาย จึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้
จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่าค่าฤชาธรรมเนียมควรเป็นพับทุกศาล เพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน ๘๖๔,๒๒๑ บาท ๔๘ สตางค์ ไม่บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์
พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๖๐,๘๙๖ บาท ๖๗ สตางค์ อันเป็นหนี้ส่วนใหญ่ที่จำเลยค้างชำระ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาทจึงเหมาะสมแล้ว
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน