Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4476/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้เงินต่อมาจำเลยได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้น เงินปันผล และเงินสดมาชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนนับถึงวันที่ 11 กันยายน 2523 จำเลยชำระเงินต้นให้โจทก์ 831,333 บาท 67 สตางค์ กับดอกเบี้ยอีก 583,642 บาท 99 สตางค์ ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระเงินต้นส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยตามเอกสารท้ายฟ้องอันเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องซึ่งได้ระบุยอดเงินต้นที่ค้างตรงตามฟ้อง คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนข้อที่ว่ายอดเงินที่จำเลยชำระคืนบางส่วนเป็นเงินเท่าใด เป็นเงินอะไร และมีการชำระเงินเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบต่อไป หาจำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์และได้ชำระเงินคืนบางส่วนแล้วจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่เหลือให้โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์และไม่ได้รับเงินตามฟ้อง ดังนี้การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาโดยตั้งประเด็นพิพาทว่า จำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่และจะต้องรับผิดเพียงใดนั้น ย่อมมีความหมายทำนองเดียวกับประเด็นเดิมที่ตั้งไว้ในชั้นพิจารณาที่ว่า จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือขยายประเด็นเดิม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นหนี้เงินกู้ เป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งการทำสัญญากู้เงินระหว่างโจทก์จำเลย จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อนำไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ฯ จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 3,500,000 บาทเศษ จำเลยจึงได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ ดังนี้การทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันชอบด้วยกฎหมาย จึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินต้น 2,760,896.67 บาทกับดอกเบี้ยอีก 864,221.48 บาท ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระ เฉพาะเงินต้น อันเป็นหนี้ส่วนใหญ่ที่จำเลยค้างชำระ ดังนี้ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 10,000 บาทแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน 6,000 บาท จึงเหมาะสมแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้เงินโจทก์จำนวน ๓,๕๙๒,๒๓๐.๓๔ บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๑๔ ต่อปี จำเลยนำใบหุ้นจำนวน ๙,๐๐๐ หุ้น มามอบให้โจทก์เป็นประกัน ต่อมาจำเลยนำเงินจากการขายหุ้นดังกล่าวบางส่วนและเงินปันผลที่ได้รับมาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยยังได้นำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์อีกบางส่วน นับถึงวันฟ้องจำเลยค้างชำระเงินต้น ๒,๗๖๐,๘๙๖.๖๗ บาทกับดอกเบี้ย ๘๖๔,๒๒๑.๔๘ บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินดังกล่าว

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้และไม่ได้รับเงินกู้จากโจทก์ ฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๖๐,๘๙๖.๖๗ บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องแล้วว่าจำเลยได้กู้เงินโจทก์ไปตามสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ต่อมาจำเลยได้นำเงินที่ได้จากการขายหุ้น ๓,๕๐๐ หุ้น เป็นเงิน ๙๓๔,๓๐๑ บาท ๖๐ สตางค์และเงินปันผลอีก ๒๐๗,๐๐๐ บาท มาชำระหนี้ให้โจทก์ นอกจากนี้จำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนนับถึงวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๓ จำเลยชำระเงินต้นให้โจทก์ ๘๓๑,๓๓๓ บาท ๖๗ สตางค์ กับดอกเบี้ยอีก ๕๘๓,๖๔๒ บาท ๙๙ สตางค์ ซึ่งโจทก์ได้มีหนังสือถึงจำเลยให้ชำระเงินต้นส่วนที่เหลือพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามหนังสือของทนายโจทก์ลงวันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๕๒๕ ท้ายคำฟ้องเอกสารหมาย ๔ (ซึ่งหนังสือของทนายโจทก์ดังกล่าวอันถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องได้ระบุยอดเงินต้นที่ค้างชำระเป็นเงิน ๒,๗๖๐,๘๙๖ บาท ๖๗ สตางค์

ตรงตามฟ้อง) คำฟ้องของโจทก์จึงแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๑๗๒ พอที่จำเลยจะเข้าใจข้อหาได้ดีและสามารถต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนข้อที่ว่ายอดเงินที่จำเลยชำระคืนบางส่วนเป็นเงินเท่าใด เป็นเงินอะไรบ้าง และมีการชำระเงินเมื่อใดนั้น เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์จะต้องนำสืบต่อไป หาจำต้องบรรยายในคำฟ้องไม่ จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้เงินโจทก์และได้ชำระเงินคืนบางส่วนแล้วจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่เหลือให้โจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้กู้เงินโจทก์และไม่ได้รับเงินตามฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยตั้งประเด็นพิพาทว่าจำเลยกู้เงินโจทก์หรือไม่และจะต้องรับผิดเพียงใดนั้น ย่อมมีความหมายทำนองเดียวกับประเด็นเดิมที่ว่าจำเลยได้ทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปตามฟ้องหรือไม่ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใด และไม่เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือขยายประเด็นเดิม

จำเลยฎีกาข้อนี้ต่อไปว่าการที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าสัญญากู้เงินตามฟ้องมีมูลหนี้มาจากการซื้อขายหลักทรัพย์ จึงเป็นการแปลงหนี้ใหม่จากหนี้ซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นหนี้เงินกู้ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องและนายแสวงพยานโจทก์เบิกความด้วยว่าจำเลยไม่ได้รับเงินกู้ไป จึงควรยกฟ้องได้

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยถึงที่มาแห่งการทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ ระหว่างโจทก์จำเลย จึงไม่ถือเป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องแต่อย่างใดและนอกจากนายแสวงจะเบิกความว่าจำเลยไม่ได้รับเงินตามฟ้องแล้ว ยังได้เบิกความต่อไปว่าเมื่อทำสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.๑ แล้ว จำเลยยอมให้โอนเงินจากแผนกสินเชื่อไปชำระหนี้ที่แผนกขายหลักทรัพย์ซึ่งจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์อยู่อันถือได้ว่าจำเลยได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมเงินไปแล้วเพื่อชำระหนี้อื่นแก่โจทก์ สัญญากู้เงินจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยฎีกาว่าการซื้อขายหลักทรัพย์ไม่เป็นการกู้ยืมเงินจึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินไม่ได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการแปลงหนี้จากสัญญาซื้อขายหลักทรัพย์มาเป็นสัญญากู้ยืมเงินนั้นฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำเบิกความของนายแสวงพยานโจทก์ว่า ประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๑ จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์เพื่อนำไปซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำเลยเป็นหนี้โจทก์ ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ จำเลยจึงได้มาทำสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.๑ ดังนั้น จึงถือได้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นการแปลงหนี้ใหม่อันชอบด้วยกฎหมาย จึงบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินได้

จำเลยฎีกาเป็นข้อสุดท้ายว่าค่าฤชาธรรมเนียมควรเป็นพับทุกศาล เพราะศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้ค้างชำระดอกเบี้ยเป็นเงิน ๘๖๔,๒๒๑ บาท ๔๘ สตางค์ ไม่บังคับให้จำเลยชำระเงินจำนวนนี้แก่โจทก์

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยให้จำเลยชำระเงินจำนวน ๒,๗๖๐,๘๙๖ บาท ๖๗ สตางค์ อันเป็นหนี้ส่วนใหญ่ที่จำเลยค้างชำระ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมโดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทแทนโจทก์ และศาลอุทธรณ์กำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์เป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาทจึงเหมาะสมแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อำนวย อินทุภูติ · ดำริ ศุภพิโรจน์ · สมศักดิ์ เกิดลาภผล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสกล เหมือนพะวงศ์
ศาลอุทธรณ์ - นายสุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้