Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 447/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกเพิงบนถนนพิพาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำสิ่งของต่าง ๆ จำพวกยางรถยนต์และเศษไม้มาวางบนถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์และบริวารของโจทก์ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาท ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์แล้วโจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้ แม้โจทก์หรือบริวารของโจทก์สร้างราวตากผ้าในถนนพิพาทด้วย ก็หาทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ ทั้งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพราะจำเลยทั้งสองทำให้ประโยชน์แห่งถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต แม้จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเพิงและวางสิ่งของจำพวกยางรถยนต์และเศษไม้จำนวนมากบนถนนพิพาทตั้งแต่ปี 2533 คิดถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันฟ้องเกิน 1 ปีแล้ว แต่เมื่อเพิงและสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นยังมีอยู่บนถนนพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ สิทธิในการฟ้องขอให้รื้อถอนเพิงและขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมจึงยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีของโจทก์ไม่ขาดอายุความ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกจากถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตาม ให้โจทก์มีอำนาจเข้าดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารขัดขวางโจทก์และบริวารใช้ถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง ห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารกระทำการใด ๆ เป็นเหตุให้โจทก์และบริวารเสื่อมความสะดวกหรือลดประโยชน์ในภาระจำยอมบนถนนพิพาทที่ผ่านที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง และถนนบริเวณใกล้เคียง กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิง เก็บสิ่งของต่าง ๆ และปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รื้อถอนเพิงที่ปลูกสร้างบนถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพใช้การได้ดี หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีอำนาจดำเนินการแทน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย คำขออื่นให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินโฉนดเลขที่ 24100 ถึง 24104 ตำบลบางพลีใหญ่ อำเภอบางพลี (บางพลีใหญ่) จังหวัดสมุทรปราการ รวม 5 แปลง ของโจทก์ และปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ กับปรับถนนพิพาทที่ผ่านหน้าที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 แปลง ข้างต้นให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านฟังได้ว่า ถนนพิพาทเป็นทางภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินของโจทก์ทั้ง 5 โฉนดตามฟ้อง และเจ้าของที่ดินคนอื่น ๆ รวมทั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการจัดสรรที่ดินของบริษัทสินลาโภ จำกัด เจ้าของที่ดินเดิม จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกสร้างเพิงถนนพิพาท และจำเลยที่ 2 นำสิ่งของจำพวกยางรถยนต์และเศษไม้วางบนถนนพิพาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่า คำฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหายเคลือบคลุมหรือไม่ ตามคำฟ้องโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ 6 ถึงข้อ 8 ทำนองว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเพิงและวางสิ่งของจำนวนมากบนถนนพิพาททำให้โจทก์และผู้เช่าที่อยู่อาศัยของโจทก์ได้รับความเดือนร้อน

เสื่อมความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทเพื่อออกสู่ที่ดินของโจทก์และบ้านที่ปลูกให้เช่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกจากถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ทั้งในคำขอท้ายคำฟ้องก็ระบุในข้อ 3 ว่า ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ออกจากถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี เช่นนี้ เห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ในส่วนนี้ได้บรรยายโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่า

จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดสิทธิของโจทก์ที่ปลูกเพิงและนำสิ่งของต่าง ๆ มาวางบนถนนพิพาทซึ่งเป็นภาระจำยอมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือ โจทก์ละผู้เช่าที่อาศัยของโจทก์ได้รับความเดือดร้อน ไม่ได้ความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทเข้าออกที่ดินและบ้านที่ปลูกให้เช่าของโจทก์กับมีคำขอให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะรื้อถอนเพิงและเก็บสิ่งของต่าง ๆ ที่นำมาวางออกจากถนนพิพาทและปรับถนนพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้งานได้ดีด้วยแล้ว แม้โจทก์จะบรรยายกำหนดค่าเสียหายที่เรียกร้องมาลอยๆ ก็ตาม ก็เป็นเพียงการกำหนดมูลค่าของความเสียหายเป็นจำนวนเงินเท่านั้น ซึ่งโจทก์สามารถนำสืบในรายละเอียดของความเสียหายนั้นได้ในชั้นพิจารณา

ทั้งความเสียหายดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณากำหนดให้ตามความเป็นจริงอยู่แล้ว คำฟ้องโจทก์ส่วนนี้จึงไม่เคลือบคลุม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อมาทำนองว่า โจทก์เป็นผู้ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกเอง เนื่องจากโจทก์ได้สร้างราวตากผ้าบริเวณหน้าห้องเช่าของโจทก์มาถึงกึ่งกลางของถนนพิพาทด้วย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายทั้งโจทก์ใช้สิทธิฟ้องคดีโดยไม่สุจริต โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติแล้วว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปลูกเพิงบนถนนพิพาท และจำเลยที่ 2 เป็นผู้นำสิ่งของต่าง ๆ จำพวกยางรถยนต์และเศษไม้มาวางบนถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์

เช่นนี้การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการขัดขวางมิให้โจทก์และบริวารของโจทก์ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทถือได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ทำให้ประโยชน์แห่งภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์แล้ว โจทก์จึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองได้แม้ข้อเท็จจริงจะได้ความว่าโจทก์หรือบริวารของโจทก์สร้างราวตากผ้าในถนนพิพาทด้วยก็หาทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดไม่ ทั้งการที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ก็เพราะจำเลยทั้งสองทำให้ประโยชน์แห่งถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมลดไปหรือขาดความสะดวกแก่โจทก์ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อต่อมาว่า

คดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ฟ้องคดีนี้เกินกว่า 1 ปี นับแต่วันเกิดเหตุแล้วนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองปลูกสร้างเพิงและวางสิ่งของจำพวกยางรถยนต์และเศษไม้จำนวนมากบนถนนพิพาทตั้งแต่ปี 2533 คิดถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2540 อันเป็นวันฟ้องเกิน 1 ปี แล้วก็ตาม แต่เมื่อเพิงและสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเลยทั้งสองกระทำขึ้นยังมีอยู่บนถนนพิพาทตลอดมาจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีเช่นนี้ สิทธิในการฟ้องขอให้รื้อถอนเพิงและขนย้ายสิ่งของต่าง ๆ ออกไปจากถนนพิพาท ซึ่งเป็นทางภาระจำยอมจึงยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายทำนองว่า

โจทก์ไม่ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองแล้ว เพราะโจทก์เบิกความตอบคำถามค้านของจำเลยทั้งสองว่าโจทก์ไม่ติดใจค่าเสียหายที่จะคิดจากจำเลยทั้งสองเดือนละ 5,000 บาท อีกแล้ว ทั้งโจทก์ได้รับความเสียหายเพียงเล็กน้อย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปนั้น จึงไม่ชอบ เห็นว่า เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอม ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์แล้วจำเลยทั้งสองจึงต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ แต่โจทก์เพียงไม่ได้รับความสะดวกในการใช้ถนนพิพาท

ไม่ถึงกับไม่สามารถใช้ถนนพิพาทได้เลย ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบให้ปรากฏรายละเอียดว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างใดบ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คิดเป็นเงินเดือนละ 3,000 บาท นั้น จึงยังไม่เหมาะสม ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้เหมาะสม ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์คิดเป็นเงินเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดิเรก อิงคนินันท์ · มานะ ศุภวิริยกุล · อดิศักดิ์ ทิมมาศย์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9375/2539

โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาจากจำเลยที่6และจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินแม้โฉนดที่ดินฉบับเจ้าของที่ดินที่โจทก์รับมาจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่7เป็นโฉนดที่ดินปล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2730/2562

การที่จำเลยทั้งสองไม่ยอมไปรับรถยนต์พิพาทคืนทั้งที่อยู่ในวิสัยที่คาดหมายได้ว่า โจทก์ไม่ดำเนินการซ่อมระบบเบรกรถยนต์พิพาทให้แก่จำเลยทั้งสองอย่างแน่นอน โดยยังคงจอดรถยนต์พิพาททิ้งไว้บริเวณศูนย์บริการของโจท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4928/2562

โจทก์บรรยายคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอยืมที่ดินพิพาทเพื่อไปกู้ยืมเงินจากจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาหรือบันทึกข้อตกลงถือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ กับทำหนังสือมอบอำนาจให้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองและโอนขาย…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13381/2557

จำนวนเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระในแต่ละครั้งตามที่โจทก์อ้างนั้นนำไปหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเวลาหลายปี จึงทำให้มีดอกเบี้ยค้างชำระจำนว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้