Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 447/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เงินค้างจ่ายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 หมายถึงบรรดาเงินทั้งหมดที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลหรือเจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงจะตกเป็นของแผ่นดิน ปรากฏว่าวันที่ 2 ธันวาคม 2534 จำเลยนำเงินที่ต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยมาวางศาลเพื่อชำระแก่โจทก์ วันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นคำแถลงให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับ แต่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 จึงแจ้งโจทก์ว่าพบสำนวนแล้ว ดังนั้น ระยะเวลา 1 ปีเศษ ที่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบจึงเป็นพฤติการณ์พิเศษอันมิใช่ความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยไม่เรียกเอาภายใน 5 ปี แต่อย่างใดเพราะเมื่อโจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้วก็ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันรุ่งขึ้นทันที ต้องถือว่าโจทก์ผู้มีสิทธิได้เรียกเอาคืนภายใน 5 ปีแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 24,682 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุด ต่อมาวันที่ 2 ธันวาคม 2534 จำเลยนำเงินที่จะต้องชำระตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 52,459.50 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระแก่โจทก์โจทก์ยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ว่า โจทก์เคยยื่นคำแถลงฉบับลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ขอให้ศาลออกคำบังคับ แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบเป็นเวลา 1 ปีเศษ จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ศาลแจ้งโจทก์ว่าพบสำนวนแล้วจึงทราบว่าจำเลยวางเงินต่อศาลเพื่อชำระหนี้โจทก์แล้ว

ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์รับเงินที่จำเลยวางไว้ทั้งหมดศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยวางเงินต่อศาลวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าวได้ทันที แต่เนื่องจากเงินดังกล่าวค้างจ่ายอยู่ในศาลเกิน 5 ปีแล้วจึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลงโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนตามสมควรว่ามีการค้นหาสำนวนไม่พบจริงหรือไม่ และมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลเมื่อวันที่ 3พฤษภาคม 2539 แม้จะอยู่ในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์ ก็เป็นเพียงคำแถลงที่โจทก์ขอออกคำบังคับ มิใช่คำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลหรือขอขยายระยะเวลาในการขอรับเงินดังกล่าว

แม้เจ้าหน้าที่จะนำคำแถลงดังกล่าวเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณา ศาลก็มีคำสั่งแต่เพียงให้ยกคำแถลงของโจทก์ดังกล่าวเนื่องจากจำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ต่อศาลแล้ว ไม่จำต้องออกคำบังคับไม่อาจมีคำสั่งให้โจทก์รับเงินดังกล่าวไปได้ทันทีหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้เนื่องจากเกินคำขอ โจทก์มีหน้าที่ต้องยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อขอรับเงินดังกล่าวหากยื่นคำแถลงดังกล่าวแล้วหรือมีพฤติการณ์พิเศษที่ทำให้ไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวหรือทำให้ศาลไม่อาจมีคำสั่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ก็ต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาดังกล่าวก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัยข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความว่า เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ

จนกระทั่งหลังจากเกินกำหนดระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้แล้ว จึงหาสำนวนพบและแจ้งให้โจทก์ทราบ กรณีดังกล่าวเป็นเพียงพฤติการณ์พิเศษไม่ถือว่ามีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2539 การที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้หลังจากเกินกำหนด5 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีสิทธิรับเงินดังกล่าวเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลดังกล่าวเป็นเงินค้างจ่ายอยู่ในศาลซึ่งผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดินโดยผลของกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวอีกต่อไป และศาลไม่มีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาในการรับเงินดังกล่าวจึงให้ยกคำแถลงของโจทก์โจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองได้วินิจฉัยมาและโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า คดีนี้ได้มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาและคดีถึงที่สุดแล้ว แต่เนื่องจากจำเลยยังไม่ทราบถึงคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลออกคำบังคับเพื่อแจ้งแก่จำเลยให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกาต่อไปพร้อมทั้งวางเงินค่านำหมายในวันเดียวกันนั้นซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 ที่จำเลยวางเงินเพื่อชำระหนี้ แต่เจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบเนื่องจากในปี 2534 มีการย้ายสถานที่เก็บสำนวนความคดีหมายเลขแดงจากชั้นล่างของศาลชั้นต้นไปจัดเก็บไว้ที่ชั้นที่ 2 และที่ 3 โจทก์ได้ติดตามสอบถามตลอดมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเศษ

จนกระทั่งวันที่ 19 มิถุนายน 2540 เจ้าหน้าที่ศาลได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2540 โจทก์จึงยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาแก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 บัญญัติว่าบรรดาเงินต่าง ๆ ที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิมิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี ให้ตกเป็นของแผ่นดินจากบทบัญญัติดังกล่าวนั้นมุ่งหมายถึง บรรดาเงินทั้งหมดที่ค้างจ่ายอยู่ที่ศาลหรือที่เจ้าพนักงานบังคับคดี ถ้าผู้มีสิทธิอาทิเช่นโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเอาภายใน 5 ปี จึงจะตกเป็นของแผ่นดินแต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้

ปรากฏว่าในวันที่ 3 พฤษภาคม 2539 ที่โจทก์ยื่นคำแถลงขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับนั้น ได้ความว่าเจ้าหน้าที่ศาลค้นหาสำนวนไม่พบจนกระทั่งวันที่19 มิถุนายน 2540 จึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้ว ดังนั้นจึงเห็นว่าระยะเวลา 1ปีเศษ ซึ่งเป็นพฤติการณ์พิเศษที่เจ้าหน้าที่ศาลหาสำนวนไม่พบ อันมิใช่ความผิดของโจทก์ที่เพิกเฉยไม่เรียกเอาภายใน 5 ปี แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ทราบว่าพบสำนวนแล้วโจทก์ยื่นคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยวางศาลเพื่อชำระหนี้ในวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ทันที จึงต้องถือว่า โจทก์ผู้มีสิทธิได้เรียกเอาภายใน 5 ปี แล้ว ข้อเท็จจริงคดีนี้แตกต่างกับข้อเท็จจริงในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1418/2539 ดังที่ศาลล่างทั้งสองอ้างอิงและที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำแถลงขอรับเงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น..."

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้ดำเนินการจ่ายเงินที่จำเลยนำมาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาตามคำแถลงลงวันที่ 20 มิถุนายน 2540 ให้แก่โจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ดลจรัส รัตนโศภิต · พันธาวุธ ปาณิกบุตร · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 369/2568

โจทก์แถลงนำยึดทรัพย์ของจำเลยรวมทั้งที่ดินพิพาท ณ ที่ทำการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2565 ผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปิดประกาศยึดทรัพย์ ณ ที่ตั้งท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5398/2567

จำเลยหลอกลวงผู้ร้องที่ 1 จนได้ไปซึ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อผู้ร้องที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย นิติกรรมจึงเป็นโมฆียะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 159 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2567

แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 ที่พิพาทจะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวมโฉนดเลขที่ 2996 โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจาก จ. มารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2567 (เลขอ้างอิง 704040)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องวางเงินเพื่อเป็นประกันการชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องออกจากสารบบความ ซึ่งคำสั่งศา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3748/2565

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้