Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4466/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

คำฟ้องคดีแพ่งคู่ความไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและอ้างเหตุผลที่จำเลยต้องรับผิดก็พอแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิพากษาได้ความเองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 134 คดีนี้โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ ดังนี้ ศาลมีอำนาจนำ พ.ร.บ. ดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ได้ ธนูที่เกิดเหตุเป็นธนูที่ใช้ประกอบการแสดงละครวิชาภาษาไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวให้แก่นักเรียน ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 4 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาภาษาไทยแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายใดๆ แก่ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนทำธนูเป็นอุปกรณ์การเรียน จำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวัง คาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าธนูดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน และจำเลยที่ 4 ไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำธนูไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำธนูไปใช้เล่นกัน เพราะปรากฏว่ายังมีธนูในห้องเรียนอีกหลายคันเช่นวิสัยผู้มีอาชีพครูทั่วไปจะพึงปฏิบัติ แต่จำเลยที่ 4 ปฏิบัติไม่ชอบและขาดความรอบคอบจึงเป็นความประมาทเลินเล่อ มิได้เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกาย การที่จำเลยที่ 4 ทำการสอนวิชาภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียน ภ. เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์นักเรียนคนหนึ่งที่เรียนวิชาภาษาไทยเสียหายแก่ร่างกาย จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ฯ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายได้ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการรักษาตาจำนวน 50,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 100,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลอื่นนำเงินมามอบให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องลดน้อยลงไปด้วย จึงไม่อาจนำเงินที่ทางโรงเรียน ภ. และจำเลยที่ 5 ช่วยเหลือโจทก์จำนวน 35,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวน 30,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 50,000 บาท รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด รวมทั้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยเล่นยิงธนูใส่กันกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ก็มีส่วนรับผิดเช่นเดียวกันตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายทั้งสองจำนวนรวมเป็นเงิน 80,000 บาท จึงไม่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2540 เวลาประมาณ 11.40 นาฬิกา จำเลยที่ 4 ครูผู้สอนวิชาภาษาไทยสั่งให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นำคันธนูซึ่งทำด้วยไม้ใช้เชือกผูกปลายคันธนูทั้งสองข้างดึงเข้าหากันและนำลูกธนูซึ่งทำด้วยไม้ปลายแหลมยาวประมาณ 1 เมตร เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอน จำเลยที่ 4 ปล่อยให้นักเรียนซึ่งมีโจทก์และจำเลยที่ 5 อยู่ในชั้นเรียนดังกล่าวเลิกการเรียนการสอนก่อนครบกำหนดชั่วโมงเรียนอยู่ในชั้นเรียนกันตามลำพัง โดยไม่ควบคุมดูแลและไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำลูกธนูและคันธนูอันเป็นอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้เล่นกันเป็นเหตุให้โจทก์และจำเลยที่ 5 นำคันธนูและลูกธนูใช้ยิงเล่สนใส่กันในห้องเรียน

ทำให้ลูกธนูของจำเลยที่ 5 ยิงถูกตาขวาของโจทก์ ดวงตาแตกเป็นเหตุให้ตาขวาโจทก์บอดหลังเกิดเหตุโจทก์ให้แพทย์ตรวจรักษา เสียค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลเป็นเงินประมาณ 50,000 บาท แต่ดวงตาโจทก์ก็ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนปกติทำให้เสียโอกาสในการมองเห็นในการใช้สายตาประกอบอาชีพการงานอย่างบุคคลปกติในอนาคต ขอคิดค่าเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 ต้องร่วมรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายแห่งการละเมิดที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะตัวการของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องร่วมรับผิดในความเสียหายจากการละเมิดดังกล่าวด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 150,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า ขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลาพักเที่ยง ไม่อยู่ในชั่วโมงการสอน โจทก์และจำเลยที่ 5 ไม่อยู่ในความควบคุมดูแลของจำเลยที่ 4 ดวงตาโจทก์ไม่แตกและไม่บอดตามฟ้อง โจทก์เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่ถึง 50,000 บาท และไม่เสียโอกาสที่จะใช้ดวงตาทำงานในอนาคต หลังเกิดเหตุคณะครูโรงเรียนภูหลวงวิทยา ร่วมกันจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โจทก์แล้วจำนวน 20,000 บาท คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 5

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์หนึ่งในสามของค่ฤชาธรรมเนียมทั้งหมด เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 4 อุทธรณ์ โดยในส่วนของจำเลยที่ 4 ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 80,000 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 23 มกราคม 2541) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้โจทก์และจำเลยที่ 5 อายุ 15 ปี เท่ากัน เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนภูหลวงวิทยา จังหวัดเลย ซึ่งเป็นโรงเรียนในสังกัดของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นหน่วยงานของรัฐ มีจำเลยที่ 4 เป็นข้าราชการครูในสังกัดของจำเลยที่ 2 สอนวิชาภาษาไทยในชั้นเรียนของโจทก์และจำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 กำหนดให้นักเรียนวิชาภาษาไทย จัดแสดงละครเรื่อง "มหากบิลวานร" โดยให้ผู้ที่แสดงเป็นทหารจะต้องทำคัดธนูและลูกธนูมาด้วย หลังเสร็จสิ้นการแสดงโจทก์กับจำเลยที่ 5 ได้ใช้คันธนูและลูกธนูยิงเล่นใส่กัน ลูกธนูของจำเลยที่ 5 ถูกตาขวาของโจทก์ กระจกตาขาวขวาแตกเลยไปกระจกตาดำ เลนส์แก้วตาเคลื่อน ทำให้ตาขวาไม่สามารถมองเห็นเช่นบุคคลทั่วไป

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อแรกว่า ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาปรับแก่คดีนี้ได้หรือไม่โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ขณะโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวก พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายแล้ว แต่โจทก์มิได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ให้ต้องรับผิดในผลการละเมิดของการกระทำของจำเลยที่ 4 โดยอาศัยข้อเท็จจริงและหลักของพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ฟ้องโดยอาศัยผลการละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจนำความรับผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวมาใช้บังคับตามฟ้องคดีนี้ได้นั้นเห็นว่า คำฟ้องคดีแพ่งคู่ความไม่จำเป็นต้องยกบทกฎหมายขึ้นมากล่าวอ้างในคำฟ้องเพียงแต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงและอ้างเหตุผลที่จำเลยต้องรับผิดก็พอแล้ว

ศาลย่อมมีอำนาจยกบทกฎหมายขึ้นมาปรับแก่คดีตามข้อเท็จจริงที่พิพากษาได้ความเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 134 คดีนี้โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ให้รับผิดทางละเมิด จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ศาลมีอำนาจนำพระราชบัญญัติดังกล่าวมาปรับแก่คดีนี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อต่อไปนี้ จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มิได้กำหนดหรือพึงคาดหมายได้ว่าจำเลยที่ 4 จะทำการสอนโดยใช้ธนูมาเป็นอุปกรณ์ประกอบ จึงเป็นการกระทำนอกเหนือหน้าที่หรือหากเป็นงานในหน้าที่เมื่อสอนเสร็จจำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำธนูไปเก็บไว้ในห้องเรียนถือว่าได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว

จำเลยที่ 4 ไม่มีหน้าที่ต้องดูแลโจทก์และจำเลยที่ 5 อีกต่อไป ไม่ว่าเป็นการที่นำธนูที่จำเลยที่ 4 ให้นำมาใช้แสดงละครหรือทำธนูขึ้นมาเล่นกันไปก่อเหตุร้ายด้วยความคึกคะนองของโจทก์และจำเลยที่ 5 เอง เพราะเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้นั้น พยานโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ธนูที่นำมาเล่นขณะเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.40 นาฬิกา เป็นอุปกรณ์ที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนนำมาใช้ประกอบการแสดงละคร โดยมีนายเด่นชัยเพื่อนร่วมชั้นเรียนโจทก์เบิกความสนับสนุน นายเด่นชัยตอบทนายจำเลยที่ 2 ถามค้านว่า หลังจากเรียนวิชาภาษาไทยเสร็จใกล้เที่ยงแล้ว จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนไปรับประทานอาหารไม่ได้สั่งเรื่องธนู เข้าใจว่าธนูคันเกิดเหตุเอามาจากการแสดงละคร ซึ่งนักเรียนหญิงกลุ่มที่แสดงนำมาเก็บไว้ใต้โต๊ะและตอบทนายโจทก์ถามติงว่า

ขณะนั้นยังมีธนูของเพื่อนนักเรียนอยู่ในห้องอีกหลายคัน ส่วนจำเลยที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 4 กลับจากรับประทานอาหารกลางวันทราบจากอาจารย์คนอื่นและนักเรียนว่า โจทก์และจำเลยที่ 5 นำธนูมาเล่นกันเมื่อสอบถามแล้วทราบว่านำไม้มาจากข้างโรงเรียนมาทำและเก็บมาจากถังขยะ เห็นว่า จำเลยที่ 4 ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุหรือเห็นธนูคันเกิดเหตุจึงเป็นการไม่แน่ชัด แต่ได้ความจากนายอาณัติพยานจำเลยซึ่งเป็นครูเวรได้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ว่า โจทก์ชวนจำเลยที่ 5 ไปเล่นต่อสู้กัน โดยใช้ธนูประกอบการแสดงละครที่บุคคลทั้งสองยังไม่ได้ทิ้งขยะมายิงต่อสู้กัน ตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารหมาย ล.8 ตามบันทึกดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ว่านายอาณัติได้สอบถามโจทก์และจำเลยที่ 5 หลังเกิดเหตุเกือบทันทีน่าเชื่อว่าเป็นความจริง

ประกอบกับเหตุเกิดหลังจากเสร็จการแสดงละครไม่นาน โจทก์และจำเลยที่ 5 ยังไม่ทันหาไม้จากข้างโรงเรียนมาทำ นอกจากใช้ธนูที่มีอยู่แล้ว พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักมากกว่าพยานจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ธนูที่เกิดเหตุเป็นธนูที่ใช้ประกอบการแสดงละครวิชาภาษาไทย ซึ่งจำเลยที่ 4 ทำหน้าที่สอนวิชาดังกล่าวให้แก่นักเรียน ดังนั้น นอกจากจำเลยที่ 4 จะต้องทำหน้าที่ให้ความรู้อบรมสั่งสอนนักเรียนในวิชาภาษาไทยแล้ว ยังถือว่าจำเลยที่ 4 ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ให้ได้รับความปลอดภัย ให้ประพฤติตนอยู่ในระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ไม่ไปก่อเรื่องเดือดร้อนเสียหายใด ๆ แก่ผู้อื่น การที่จำเลยที่ 4 สั่งให้นักเรียนทำธนูเป็นอุปกรณ์การเรียน

จำเลยที่ 4 น่าจะใช้ความระมัดระวังคาดหมายหรือเล็งเห็นได้ว่าธนูดังกล่าวอาจเกิดอันตรายแก่กายได้ หากนักเรียนนำไปใช้ยิงเล่นใส่กัน และจำเลยที่ 4 ไม่ได้สั่งให้นักเรียนนำธนูไปทำลายทิ้งหรือเก็บไว้ในที่ปลอดภัยหรือห้ามมิให้นำธนูไปใช้เล่นกันเพราะปรากฏว่ายังมีธนูในห้องเรียนอีกหลายคันเช่นวิสัยผู้มีอาชีพครูทั่วไปจะพึงปฏิบัติ แต่จำเลยที่ 4 ปฏิบัติไม่ชอบและขาดความรอบคอบจึงเป็นความประมาทเลินเล่อ มิได้เป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่ไม่อาจคาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาแต่อย่างใด กรณีถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีส่วนกระทำละเมิดเป็นเหตุให้โจทก์เสียหายแก่ร่างกาย การที่จำเลยที่ 4 ทำการสอนวิชาภาษาไทยให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนภูหลวงวิทยา เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการดังกล่าวของจำเลยที่ 4 ทำให้โจทก์นักเรียนคนหนึ่งที่เรียนวิชาภาษาไทยเสียหายแก่ร่างกาย

จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 4 ได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อสุดท้ายมีว่า ค่าเสียหายของโจทก์มีเพียงใด จำเลยที่ 2 ฎีกาว่าโจทก์สมัครใจร่วมก่อเหตุเสี่ยงภัยเองกับจำเลยที่ 5 และทางโรงเรียนภูหลวงวิทยาช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์จำนวน 20,000 บาท จำเลยที่ 5 ชดใช้ให้จำนวน 15,000 บาท รวมเป็นจำนวน 35,000 บาท ซึ่งเป็นเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลบางส่วนแล้ว ทั้งตามความเห็นของแพทย์ผู้ตรวจรักษามีความเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลโจทก์ไม่เกิน 30,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 80,000 บาท จึงสูงเกินความเป็นจริงนั้น

เห็นว่า โจทก์ได้รับความเสียหายแก่ร่างกายได้ฟ้องเรียกค่าใช้จ่ายในการรักษาตาจำนวน 50,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 100,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ตามกฎหมาย แม้จะมีบุคคลอื่นนำเงินมามอบให้แก่โจทก์แล้วบางส่วนก็ไม่อาจทำให้ความรับผิดชอบตามกฎหมายของจำเลยที่ 2 ต้องลดน้อยลงไปด้วย จึงไม่อาจนำเงินที่ทางโรงเรียนภูหลวงวิทยาและจำเลยที่ 5 ช่วยเหลือโจทก์จำนวน 35,000 บาท มาหักออกจากค่าเสียหายที่ศาลกำหนดให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์ได้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าใช้จ่ายในการรักษาจำนวน 30,000 บาท และค่าเสียหายเพื่อการที่เสียความสามารถประกอบการงานจำนวน 50,000 บาท

รวมเป็นเงิน 80,000 บาท โดยพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด รวมทั้งที่โจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายสมัครใจเข้าเสี่ยงภัยเล่นยิงธนูใส่กันกับจำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 5 ก็มีส่วนรับผิดเช่นเดียวกันตามที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยแล้วและศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นสมควรกำหนดค่าเสียหายทั้งสองจำนวนรวมเป็นเงิน 80,000 บาท จึงไม่เป็นจำนวนที่สูงเกินความเป็นจริงตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดค่าเสียหายของโจทก์จำนวนดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มนูพงศ์ รุจิกัณหะ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · วีระชาติ เอี่ยมประไพ
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้