Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4452/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 10 วรรคห้า นั้น การเรียกร้องขอคืนภาษีอากรที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริง จะต้องเป็นกรณีผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบ หรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรที่ชำระไว้เกินนั้นประการหนึ่ง กับอีกประการหนึ่งคือพนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออกสินค้ารายพิพาทที่โจทก์นำเข้าได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าว่าเครื่องบันทึกภาพวีดีโอครบชุด โดยมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ว่า"1/2InchHSCompactMovie,Cameraw/Accessories" ตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 113 บัญญัติว่า "บรรดาใบขนสินค้าบัญชี สมุดบัญชี บันทึกเรื่องราวหรือเอกสารไม่ว่าประเภทใด ๆให้ทำและถือไว้เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ" แสดงว่าใบขนสินค้าจะทำขึ้นเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้ จำเลยจะต้องคัดเลือกพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจภาษาอังกฤษพอสมควรมาทำหน้าที่ตรวจสอบใบขนสินค้า และตรวจสอบของก่อนสั่งปล่อยสินค้าว่าสินค้าที่นำเข้าตรงกับที่สำแดงไว้หรือไม่ ภาษาอังกฤษคำว่า"Camera" มีความหมายว่า "กล้อง" ส่วนคำว่า "Recorder" มีความหมายว่า "เครื่องบันทึก" เป็นคำสามัญทั่วไปไม่ใช่คำที่ใช้ในทางเทคนิคโดยเฉพาะ ทั้งในพิกัดอัตราศุลกากรที่ 85.21 ที่ระบุเครื่องบันทึกภาพวีดีโอก็ใช้คำว่า "ideoRecording" ส่วนพิกัดอัตราศุลกากรที่ 8525.30 ที่ระบุถึงกล้องถ่ายโทรทัศน์ก็ใช้คำว่า"TelevisionCameras" หากพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบรายการสินค้าที่โจทก์แสดงพิกัดศุลกากรที่โจทก์ระบุ ก็น่าจะพบว่ารายการสินค้ารายพิพาทนั้น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน จึงเป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพึงต้องรู้ก่อนส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ว่าโจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรผิด และอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับสินค้าพิพาทที่ส่งมอบ ตามพระราชบัญญัติศุลกากรมาตรา 10 วรรคห้า โจทก์จึงมีสิทธิขอคืนอากรได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 10 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 113

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ในฐานะผู้นำของเข้า ได้สั่งซื้อเครื่องถ่ายโทรทัศน์ และเครื่องบันทึกภาพจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย เมื่อสินค้าดังกล่าวเข้ามาถึงประเทศไทยโจทก์ได้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าต่อเจ้าหน้าที่กองพิธีการและประเมินอากรของจำเลยเพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ของจำเลยทำการตรวจสอบและประเมินราคาสินค้า และกำหนดจำนวนเงินค่าภาษีอากรขาเข้า โจทก์ได้สำแดงรายการไว้คือ เครื่องบันทึกภาพวีดีโอครบชุดและได้สำแดงภาษาอังกฤษกำกับไว้ว่า "1/2 Inch-HS Campact Movie,Camera With Accessories" เสียอากรขาเข้าในพิกัดประเภทที่ 8521.10อัตราร้อยละ 30 ภายหลังจากการปฏิบัติพิธีการตรวจสอบและสั่งการเก็บภาษีอากรแล้ว

โจทก์ได้ทำการชำระค่าภาษีอากรให้แก่จำเลยจำเลยปฏิบัติพิธีการศุลกากรขั้นสุดท้าย คือ การตรวจและปล่อยสินค้าให้แก่โจทก์ ผลของการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กองตรวจสินค้าขาเข้าของจำเลยได้จัดทำบันทึกการตรวจสอบและรับรองการตรวจปล่อยไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าด้านหลังว่า "เปิดตรวจพบตรงตามสำแดง" ภายหลังจากโจทก์ได้รับมอบสินค้าทั้งหมดไปจากจำเลยโจทก์ได้ตรวจพบว่าการเสียค่าภาษีอากรขาเข้าสำหรับของตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้า "เครื่องบันทึกภาพวีดีโอครบชุด"ซึ่งได้เสียอากรขาเข้าในพิกัดอัตราประเภทที่ 8531.10 อัตราร้อยละ30 นั้น ที่ถูกต้องของดังกล่าวเป็น "เครื่องภายโทรทัศน์" หรือ"กล้องโทรทัศน์" ที่พึงจะต้องเสียอากรตามพิกัดประเภทที่ 8525.30อัตราร้อยละ 5 เท่านั้น การชำระอากรผิดประเภทพิกัดดังกล่าว ทำให้โจทก์ชำระค่าภาษีอากรขาเข้าเกินกว่าความเป็นจริง รวมยอดที่โจทก์ชำระค่าภาษีอากรไว้เกินเป็นเงิน 116,912.42 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนเงินค่าภาษีอากรเพราะเหตุที่ได้ชำระไว้เกินกว่าความจริงต่อจำเลย เจ้าหน้าที่ฝ่ายคืนอากรของจำเลยอ้างว่าสินค้าของโจทก์ที่พิพาทได้นำเข้าเป็นครั้งแรก จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องพึงรู้ก่อนส่งมอบตามมาตรา 10 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติศุลกากรจำเลยจึงไม่พิจารณาคืนอากรที่โจทก์ได้ชำระไว้เกิน ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินค่าภาษีอากรขาเข้าที่โจทก์ได้ชำระไว้เกินเป็นเงิน116,912 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 116,912 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระเงินให้แก่โจทก์จนเสร็จสิ้นจำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินอากรที่ได้เสียไว้เกิน เพราะการขอคืนเงินอากรของโจทก์ขัดต่อบทบัญญัติตามความในพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 10 วรรคห้า

ค่าเรียกร้องขอคืนเงินอากรของโจทก์ดังกล่าวเป็นการเรียกร้องขอคืนเงินอากร เพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิดและอัตราอากรของสินค้า เมื่อโจทก์เรียกร้องขอคืนเงินอากรภายหลังจากโจทก์ได้เสียเงินอากรแล้ว และพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยได้ส่งมอบสินค้าให้โจทก์รับไปก่อนที่โจทก์จะเรียกร้องขอคืนอากร และการขอคืนเงินอากรของโจทก์ดังกล่าวโจทก์มิได้ดำเนินการแจ้งความโต้แย้งไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบและรับสินค้าออกไปว่าจะขอคืนเงินค่าอากร และการที่โจทก์นำสินค้าซึ่งพิพาทขอคืนเงินอากรในคดีนี้เข้ามาในราชอาณาจักรนั้น โจทก์เป็นผู้สำแดงรายการที่ประสงค์จะเสียภาษีทั้งราคาสินค้าและพิกัดในการยื่นแสดงการนำเข้าและเสียภาษีเพราะสินค้านี้เป็นสินค้าใหม่

เพิ่งจะมีการนำเข้าเป็นครั้งแรก เจ้าพนักงานของจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจปล่อยสินค้าเพียงพอแก่การปฏิบัติหน้าที่แล้ว ในการเปิดสินค้าออกตรวจ เมื่อพบว่าสินค้าที่นำเข้าเป็นไปตามแคตตาล็อกและตรงตามใบขนสินค้าที่โจทก์สำแดงจึงได้ตรวจปล่อยสินค้าไป เจ้าหน้าที่ไม่อาจทราบได้ว่าในขณะตรวจปล่อยสินค้าส่งมอบของนั้น โจทก์ได้ชำระค่าอากรไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับคืนเงินอากรจำนวน116,912 บาท ที่ได้เสียไว้เกินจากจำเลยได้ ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 116,912 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า

บัญญัติไว้ว่า "สิทธิในการเรียกร้องขอคืนเงินอากรเพราะเหตุที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงเป็นอันสิ้นไปเมื่อครบกำหนดสองปีนับจากวันที่นำของเข้าหรือส่งของออกแล้วแต่กรณี แต่คำเรียกร้องขอคืนอากรเพราะเหตุอันเกี่ยวกับชนิดคุณภาพ ปริมาณ น้ำหนักหรือราคาแห่งของใด ๆ หรือเกี่ยวกับอัตราอากรสำหรับของใด ๆ นั้น มิให้รับพิจารณาหลังจากที่ได้เสียอากรและของนั้น ๆ ได้ส่งมอบหรือส่งออกไปแล้ว เว้นแต่ในกรณีที่ได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องดังกล่าว หรือในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่าอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสีย สำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออก"

จากกฎหมายดังกล่าวการเรียกร้องขอคืนอากรที่ได้เสียไว้เกินจำนวนที่พึงต้องเสียจริงจะต้องเป็นกรณีผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของออกได้แจ้งความไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนการส่งมอบหรือส่งออกว่าจะยื่นคำเรียกร้องขอคืนอากรที่ชำระไว้เกินนั้นประการหนึ่งกับอีกประการหนึ่งคือพนักงานเจ้าหน้าที่พึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบหรือส่งออกว่า อากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับของที่ส่งมอบหรือส่งออกสำหรับคดีนี้คงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยเพียงว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพึงต้องรู้อยู่ก่อนส่งมอบสินค้าพิพาทให้โจทก์หรือตัวแทนโจทก์รับไปว่าอากรที่โจทก์ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่โจทก์พึงต้องเสียหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า สินค้ารายพิพาทที่โจทก์นำเข้าได้สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าว่า

เครื่องบันทึกภาพวีดีโอครบชุด โดยมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ว่า "1/2 Inch VHS CompactMovie, Camera W/Accessories" ซึ่งคำว่า Camera หมายถึง เครื่องถ่ายโทรทัศน์มิใช่เครื่องบันทึกภาพวีดีโอ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยย่อมรู้ว่าโจทก์สำแดงพิกัดสินค้ารายพิพาทผิด ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพึงต้องรู้ขณะส่งมอบของให้โจทก์ว่าสินค้ารายพิพาทโจทก์สำแดงพิกัดผิดหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 113 บัญญัติว่า "บรรดาใบขนสินค้าบัญชี สมุดบัญชี บันทึกเรื่องราวหรือเอกสารไม่ว่าประเภทใด ๆ ให้ทำและถือไว้เป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ" จากบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวแสดงว่า ใบขนสินค้านั้นจะทำขึ้นเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษก็ได้

ดังนั้น จำเลยจำเป็นต้องคัดเลือกพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความเข้าใจในภาษาอังกฤษพอสมควรมาทำหน้าที่ตรวจสอบใบขนสินค้าและตรวจสอบของก่อนสั่งปล่อยสินค้าที่นำเข้าตรงกับที่สำแดงไว้หรือไม่ และต้องถือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยผู้มีหน้าที่ดังกล่าวมีความรู้ความเข้าใจภาษาอังกฤษพอสมควร ในภาษาอังกฤษคำว่า "Camera" มีความหมายว่า "กล้อง" ส่วนคำว่า "Recorder"มีความหมายว่า "เครื่องบันทึก" เป็นคำสามัญทั่วไปไม่ใช่คำที่ใช้ในทางเทคนิค โดยเฉพาะทั้งในพิกัดอัตราศุลกากรที่ 85.21 ที่ระบุถึงเครื่องบันทึกภาพวีดีโอก็ใช้คำว่า "Video Recording" ส่วนพิกัดอัตราศุลกากรที่ 8525.30 ที่ระบุถึงกล้องถ่ายโทรทัศน์ก็ใช้คำว่า"Television

Cameras" ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบใบขนสินค้าว่าสำแดงรายการไว้ถูกต้องหรือไม่ หากใช้ความระมัดระวังและตรวจสอบรายการสินค้าที่โจทก์สำแดงกับพิกัดศุลกากรที่โจทก์ระบุไว้ก็น่าจะพบว่ารายการสินค้าภาษาไทยและภาษาอังกฤษไม่ตรงกัน ทั้งกล้องถ่ายโทรทัศน์นั้นมีใช้มานานแล้ว แม้จะมีหลายรุ่นหลายยี่ห้อ แต่ก็มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากเครื่องบันทึกภาพวีดีโอเห็นได้ชัดเจน คู่ความนำสืบรับกันว่า โจทก์ได้แนบแคตตาล็อกสินค้ามาด้วยตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 17 เมื่อพิเคราะห์ภาพของสินค้าพิพาทในแคตตาล็อกดังกล่าวแล้วบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นกล้องถ่ายโทรทัศน์ไม่ใช่เครื่องบันทึกภาพวีดีโอ นางสาวสุนันท์

พยานโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานกองพิธีการและประเมินอากรที่ทำหน้าที่ประเมินราคาและภาษีอากรสินค้าก็เบิกความเจือสมพยานจำเลยว่าคำว่า "Camera" ตามที่ระบุไว้ในใบขนสินค้าแปลว่า"กล้องถ่ายโทรทัศน์" แต่พยานมิได้เป็นผู้ประเมินสินค้ารายนี้นางกาญจน์นาฎผู้ตรวจปล่อยสินค้ารายนี้ก็เบิกความว่า ตรวจปล่อยสินค้าพิพาทไปโดยเข้าใจผิดว่ากล้องถ่ายหมายถึงกล้องใหญ่ที่ใช้ในโรงภาพยนต์เท่านั้นจึงถือได้ว่า เป็นกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยพึงต้องรู้ก่อนส่งมอบสินค้าพิพาทให้แก่โจทก์ว่า โจทก์สำแดงพิกัดอัตราศุลกากรผิด และอากรที่ชำระไว้นั้นเกินจำนวนที่พึงต้องเสียสำหรับสินค้าพิพาทที่ส่งมอบตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 10 วรรคห้า โจทก์จึงมีสิทธิขอคืนอากรได้พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · เจริญ นิลเอสงฆ์ · เสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4374/2566

ชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที่โจทก์นำเข้ามาตามใบขนสินค้าขาเข้าพิพาทมีชิ้นส่วนอุปกรณ์ชุดหัวเทียน (Spark Plug) ซึ่งเป็นชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่สำคัญที่แสดงให้เห็นว่าชุดอุปกรณ์ควบคุมการใช้ก๊าซธรรมชาติที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2566

ข้อพิพาทคดีนี้มิใช่เป็นกรณีจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกอากรที่ขาดไปในเหตุที่ได้คำนวณจำนวนเงินอากรผิดซึ่งมีอายุความสองปีนับแต่วันที่นำเข้า แต่เป็นกรณีมีอายุความสิบปีไม่ว่าเป็นกรณีมีการหลีกเลี่ยงหรือพยายามห…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2164/2566

พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ได้บัญญัติถึงเรื่องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไว้ตั้งแต่มาตรา 112 สัตต ถึงมาตรา 112 อัฏฐารส ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคำอุทธรณ์ของผู้นำของเข้าหรือผู้ส่งของอ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4728/2565

ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 10 ทวิ วรรคหนึ่ง และ พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ภาค 4 ว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ประเภทที่ 13 ยุทธภัณฑ์ที่จะได้รับการยกเว้นอากรตาม พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4726/2565

การจะจัดสินค้าพิพาทว่าอยู่ในประเภทพิกัดใดต้องใช้หลักเกณฑ์การตีความพิกัดอัตราศุลกากรในภาค 1 ท้าย พ.ร.ก.พิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. 2530 ประกอบคำอธิบายพิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Explanatory Notes : EN) และบ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้