Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 445/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ส. ภรรยาจำเลยมีหน้าที่จำหน่ายสินค้าและรับเงินค่าสินค้าของโจทก์ร่วม ได้รับเงินสดค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมไว้แล้วไม่นำเงินสดที่รับไว้ส่งมอบให้แก่แคชเชียร์ แต่เบียดบังเอาเงินสดนั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วม บัญชีกระแสรายวันของจำเลยมีรายการหมุนเวียนทางการเงินมากการนำเงินเข้าฝากและถอนเงินจากบัญชีแต่ละรายการมีจำนวนมากกว่ารายได้ตามปกติของจำเลยและส.ส.นำเงินฝากเข้าบัญชีจำเลยช่วงระยะเวลาเดียวกับที่ ส.ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมและเมื่อส.นำเงินเข้าฝากแล้ว จำเลยได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่ ส. นำเข้าฝาก การถอนเงินโดยสั่งจ่ายเช็คบางฉบับจำเลยก็สั่งจ่ายเพื่อชำระค่าที่ดินพร้อมตึกแถวที่จำเลยกับ ส. ไปติดต่อซื้อด้วยกัน โดยที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าว มีราคาสูงเกินกว่าฐานะและรายได้ตามปกติของจำเลยกับ ส.ที่จะซื้อได้ พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยได้รับเอาเงินฝากนั้นไว้ทุกคราวที่ ส.นำเข้าฝากโดยจำเลยรู้ว่าส. ได้เงินนั้นมาจากการยักยอกโจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจร ส. นำเงินเข้าฝากในบัญชีของจำเลยต่างวันเวลากัน จำเลยจึงมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าการบังคับคดี ส. ได้เงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมเท่าใด ครบถ้วนแล้วหรือไม่ จะฟังว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมหาได้ไม่และหากโจทก์ร่วมบังคับคดี ส.แล้วจะบังคับคดีจำเลยได้อีกเพียงใดนั้นเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 91พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6)พ.ศ. 2526 มาตรา 4 และให้จำเลยคืน หรือใช้เงิน 1,235,380 บาทแก่ผู้เสียหายระหว่างพิจารณา บริษัทดีทแฮล์ม จำกัด ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยไม่ได้ให้การ ถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 357 วรรคแรก ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี และให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน1,235,380 บาท แก่โจทก์ร่วมโจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่าจำเลยเป็นพนักงานขับรถของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ขณะเกิดเหตุได้รับเงินเดือนเดือนละ 4,140 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 400 บาทตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.35 และจำเลยได้เปิดบัญชีกระแสรายวันไว้ที่ธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาตรอกจันทร์บัญชีเลขที่ 5571ตามสำเนาภาพถ่ายคำขอเปิดบัญชี เอกสารหมาย จ.20 และรายการบัญชีของจำเลยเอกสารหมาย จ.16 นางสุภา จิตมานะ ภรรยาจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วม

ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยหัวหน้าแผนกงานธุรการ ฝ่ายผลิตภัณฑ์อาหาร เงินเดือนเดือนละ 4,970 บาทค่าครองชีพเดือนละ 1,693 บาท โจทก์ร่วมให้พนักงานทุกคนเปิดบัญชีเงินฝากไว้ที่ธนาคาร แล้วโจทก์ร่วมจะจ่ายเงินเดือนโดยโอนเงินเข้าบัญชีให้ นางสุภาได้เปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ไว้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาเฉลิมนคร บัญชีเลขที่ 283-5ตามสำเนาภาพถ่ายรายการบัญชีเอกสารหมาย จ.17 นางสุภามีหน้าที่จำหน่ายสินค้านมข้นหวานตราหมี รับเงินสด เช็ค และตั๋วแลกเงินที่ลูกค้านำมาชำระราคาค่าสินค้าให้โจทก์ร่วม แล้วรวบรวมทำบัญชีนำเงินส่งมอบให้แก่แคชเชียร์ทุกวัน นางสุภาทำงานอยู่กับโจทก์ร่วมถึงวันที่ 7 มกราคม 2529 แล้วได้ละทิ้งงานหลบหนีไปพิเคราะห์แล้ว ในปัญหาว่า

นางสุภาได้ยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของนายอัษฎางค์ วาจีสิทธิ์ที่ปรึกษากฎหมายของโจทก์ร่วมว่า หลังจากนางสุภาละทิ้งงานหลบหนีไปแล้ว ได้รับแจ้งจากผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์อาหารของโจทก์ร่วมว่า นางสุภาได้ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์ร่วมไปขอให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบ จากการตรวจสอบพบว่า ระหว่างวันที่ 2 มกราคม 2527ถึงวันที่ 7 มกราคม 2529 นางสุภาได้รับเงินสดชำระราคาค่าสินค้าจากลูกค้าที่มาสั่งซื้อสินค้าโจทก์ร่วม นางสุภาได้ออกใบส่งสินค้าและใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้า ทั้งโจทก์ร่วมก็ได้ส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าตามที่สั่งซื้อแล้ว ในใบส่งสินค้าและใบเสร็จรับเงินมีข้อความระบุว่าลูกค้าชำระเงินสด แต่นางสุภาไม่นำเงินสดที่รับไว้รวบรวมทำบัญชีส่งมอบให้แก่แคชเชียร์

นางสุภากลับนำเช็คและตั๋วแลกเงินของลูกค้ารายอื่นที่นำมาชำระค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อฉบับอื่นมาทำรายงานส่งมอบให้แก่แคชเชียร์แทนเงินสดที่รับไว้นางสุภาได้กระทำหมุนเวียนเช่นนี้เรื่อยมารายละเอียดปรากฏตามใบสั่งซื้อ ใบส่งสินค้าและใบเสร็จรับเงิน กับรายงานการเรียกเก็บเงินที่นางสุภาทำส่งมอบให้แก่แคชเชียร์ ในเอกสารหมาย จ.9-จ.14ในที่สุดทำให้เงินชำระหนี้ค่าสินค้าตามใบสั่งซื้อ 45 ฉบับ ขาดไปคิดเป็นเงิน 3,591,169 บาท ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 นอกจากนี้ตามบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของนางสุภาเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งโจทก์ร่วมได้โอนเงินเดือนจ่ายให้นางสุภาทุกเดือน ขณะเกิดเหตุนางสุภาได้รับเงินเดือนเดือนละ 4,971 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,693 บาทรวมเงินที่นางสุภาจะได้รับเป็นรายเดือนเดือนละ 6,664 บาทแต่ตามรายการนำเงินเข้าฝากในบัญชีเอกสารหมาย

จ.17 ปรากฏว่ามีจำนวนเงินนำเข้าฝากมากกว่ารายได้ตามปกติของนางสุภาเป็นจำนวนมากหลายรายการ มีเหตุให้น่าเชื่อว่านางสุภาได้เบียดบังเงินสดค่าสินค้าของโจทก์ร่วมไปเมื่อฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ดังกล่าวแล้ว เชื่อได้ว่านางสุภาซึ่งมีหน้าที่จำหน่ายสินค้าและรับเงินค่าสินค้าของโจทก์ร่วมได้รับเงินสดค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมไว้แล้ว นางสุภาไม่นำเงินสดที่รับไว้ส่งมอบให้แก่แคชเชียร์แต่เบียดบังเอาเงินสดนั้นไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นการยักยอกทรัพย์ของโจทก์ร่วมไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นปัญหาต่อไปมีว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานรับของโจรตามฟ้องหรือไม่ได้ความจากคำเบิกความของนายอัษฎางค์อีกว่าทราบว่านางสุภามีบ้านอยู่ในเขตยานนาวา

ได้ไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดิน พบว่านางสุภาซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 4 ชั้น มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2528 ตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.15 จากการตรวจสอบบัญชีกระแสรายวันของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 ปรากฏว่ามีเงินฝากและถอนหมุนเวียนในบัญชีมากเกินกว่าฐานะและรายได้ของจำเลย ทั้งมีการนำเงินเข้าฝากที่ธนาคารต่างสาขาด้วย นายไพบูลย์ โอภาส พนักงานรับจ่ายเงินของธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาวรจักร พยานโจทก์เบิกความว่าธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาวรจักร อยู่ใกล้กับสำนักงานของโจทก์ร่วมที่นางสุภาทำงานอยู่ สามารถเดินถึงกันได้โดยใช้เวลาเพียงประมาณ 5 นาที นางสุภาได้นำเงินไปฝากที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาวรจักรเพื่อผ่านไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ

จำกัดสาขาตรอกจันทร์ 20 กว่าครั้ง ตามสำเนาภาพถ่ายใบฝากเอกสารหมายจ.19 จำนวน 25 ฉบับ นายสนาน สุจีมา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาตรอกจันทร์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งเบิกความว่า จำเลยมาเปิดบัญชีกระแสรายวันเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2521ตามสำเนาภาพถ่ายคำขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย จ.20 ธนาคารได้มอบเช็คให้จำเลยไปใช้ และจำเลยก็นำเช็คออกใช้เช่นกัน ตามเช็คเอกสารหมาย จ.21 สำหรับสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.18 (จำนวน9 แผ่น) เป็นเช็คที่ธนาคารมอบให้จำเลยไป จำเลยได้สั่งจ่ายและมีการเรียกเก็บเงินจากบัญชีของจำเลยไปแล้ว นอกจากนี้นางศิริพรเจือศรีกุล ผู้รับเหมาก่อสร้างตึกแถวขาย พยานโจทก์เบิกความว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2528 จำเลยและนางสุภาได้พากันไปจองซื้อที่ดินพร้อมตึกแถว 4 ชั้นไว้ 1 คูหา

ราคา 1,200,000 บาท โดยใช้ชื่อนางสุภาเป็นผู้ซื้อ ตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.23 และจำเลยได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 50,000 บาท เป็นค่ามัดจำไว้ ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2528 จำเลยและนางสุภาได้พากันไปทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างตึกแถว ตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.24 จำเลยก็ได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจำนวน 190,000 บาท ให้นางศิริพรเป็นค่าเงินดาวน์ตามสำเนาภาพถ่ายเช็คเอกสารหมาย จ.18 แผ่นที่ 7เช็คฉบับแรก หลังจากนั้นในวันที่ 5 และ 25 กรกฎาคม 2528 จำเลยและนางสุภาได้ไปจ่ายค่าเงินดาวน์อีกจำนวน 100,000 บาท และ140,000 บาท ตามลำดับ จำเลยได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาตรอกจันทร์ เลขที่ 1906156 และเลขที่ 1906157 ตามที่ระบุไว้ในหลักฐานการชำระเงินในเอกสารหมาย

จ.24 แผ่นที่ 2 รวมเป็นเงินที่จำเลยและนางสุภาได้ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมตึกแถวไว้แล้วจำนวน 480,000 บาท นางศิริพรได้โอนที่ดินพร้อมตึกแถวให้นางสุภาไป ปรากฏตามสำเนาภาพถ่ายโฉนดเอกสารหมาย จ.15 โดยนางสุภาได้กู้เงินธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางคอแหลมเป็นเงิน 720,000 บาท นำไปชำระค่าที่ดินพร้อมตึกแถวที่เหลือให้นางศิริพร และนางสุภาได้จำนองที่ดินพร้อมตึกแถวนั้นเป็นประกันหนี้เงินกู้แก่ธนาคารดังกล่าว นายสมเกียรติ พิทักษ์วงศาผู้ช่วยหัวหน้าสินเชื่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาบางคอแหลมพยานโจทก์เบิกความสนับสนุนว่า นางสุภาได้นำที่ดินพร้อมตึกแถวไปจำนองเพื่อเป็นประกันเงินกู้จำนวน 720,000 บาท โดยจำเลยได้ให้ความยินยอมและได้รับมอบอำนาจจากนางสุภาให้ทำนิติกรรมแทนตามสำเนาภาพถ่ายเอกสารหมาย

จ.15/2 และ จ.15/3 นางสุภาได้ผ่อนชำระหนี้ให้ธนาคารเดือนละ 12,600 บาท ประมาณ 3 ครั้งแล้วขาดการติดต่อไป จากการพิจารณาดูบัญชีกระแสรายวันของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 ปรากฏว่า มีรายการหมุนเวียนทางการเงินมากการนำเงินเข้าฝากและถอนเงินจากบัญชีของจำเลยแต่ละรายการมีจำนวนเงินมากกว่ารายได้ตามปกติของจำเลยและนางสุภา การที่นางสุภาฝากเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขาตรอกจันทร์ นั้น นางสุภานำเงินเข้าฝากที่ธนาคารกรุงเทพจำกัด สาขาวรจักร ซึ่งอยู่ใกล้ที่ทำงานนางสุภา และรายการลงบัญชีเงินฝากในบัญชีของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.16 มีจำนวนเงินฝากตรงกับใบฝากเงินที่นางสุภานำเข้าฝากตามเอกสารหมาย จ.19ช่วงระยะเวลาที่นางสุภานำเงินฝากเข้าบัญชีของจำเลยดังกล่าวก็เป็นช่วงระยะเวลาเดียวกับที่นางสุภายักยอกเงินของโจทก์ร่วมและเมื่อนางสุภานำเงินเข้าฝากแล้วจำเลยได้ออกเช็คสั่งจ่ายเงินจากบัญชีซึ่งมีรายการถอนเงินในบัญชีของจำเลยใกล้เคียงกับจำนวนเงินที่นางสุภานำเข้าฝาก

การถอนเงินโดยสั่งจ่ายเช็คบางฉบับจำเลยก็ได้สั่งจ่ายเพื่อชำระค่าที่ดินพร้อมตึกแถวที่จำเลยกับนางสุภาไปติดต่อซื้อด้วยกัน โดยที่ดินพร้อมตึกแถวดังกล่าวมีราคาสูงเกินกว่าฐานะและรายได้ตามปกติของจำเลยกับนางสุภาที่จะซื้อได้ พฤติการณ์ถือได้ว่าจำเลยได้รับเอาเงินฝากนั้นไว้ทุกคราวที่นางสุภานำเข้าฝาก โดยจำเลยรู้ว่านางสุภาได้เงินนั้นมาจากการยักยอกโจทก์ร่วม จำเลยจึงมีความผิดฐานรับของโจรซึ่งตามพฤติการณ์ถือว่าจำเลยได้รู้และรับเอาเงินฝากไว้ทุกคราวที่นางสุภานำเข้าฝาก เมื่อนางสุภานำเงินเข้าฝากในบัญชีของจำเลยต่างวันเวลากัน จำเลยจึงมีความผิดหลายกรรมต่างกันพยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมได้...ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า

ศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาให้นางสุภาชำระเงินที่ยักยอกไปให้แก่โจทก์ร่วมแล้วตามคดีหมายเลขแดงที่ 2796/2529 มีการบังคับคดียึดทรัพย์นางสุภา และเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดทรัพย์วันที่ 22 เมษายน 2531 จำเลยจึงไม่ต้องคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมนั้น ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏชัดว่าการบังคับคดีนางสุภาได้เงินมาชำระหนี้ให้โจทก์ร่วมเท่าใดครบถ้วนแล้วหรือไม่ จะฟังว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมหาได้ไม่และหากโจทก์ร่วมบังคับคดีนางสุภาแล้วจะบังคับคดีจำเลยได้อีกเพียงใดนั้น ก็เป็นปัญหาในชั้นบังคับคดีไม่ใช่ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 17 กระทง ลงโทษแต่ละกระทงตามที่ศาลอุทธรณ์กำหนด แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุกจำเลยมีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91(2) ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินจำนวน 742,660 บาท แก่โจทก์ร่วมนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สังเวียน รัตนมุง · ประมาณ ชันซื่อ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้