Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4433/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิด ต่างแยกออกจากกันได้เป็นการเฉพาะตัวแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความที่จำเลยที่ 1 ทำกับโจทก์ ย่อมมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1กับโจทก์เท่านั้น มูลหนี้เดิมจะระงับหรือไม่ระงับ ก็มีผลเฉพาะคู่สัญญา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้ถือว่า ตนมีหนี้แยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจะถือประโยชน์ อันเกิดแต่สัญญาประนีประนอมยอมความนั้น เป็นประโยชน์แก่ตนได้ มูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ หาระงับด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังกล่าวไม่ สิทธิในการฟ้องร้องคดีหรืออำนาจฟ้องกับสิทธิที่จะบังคับ คดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นกรณีที่แตกต่างกันอยู่ในขั้นตอนที่ต่างกันจะนำมาพิจารณาคละระคนด้วยกันหาได้ไม่แม้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วจำเลยจะยกเอาการบังคับคดีที่อาจมีได้สองทางโดยจะเกิดขึ้นหรือไม่ยังไม่เป็นการแน่นอนขึ้นต่อสู้ เพื่อปฏิเสธความรับผิดในมูลหนี้ตามคำฟ้องเสียแต่แรกนั้น หาเป็น การถูกต้องไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 ที่ 3มีอำนาจหน้าที่ประการใด จำเลยทั้งสอง หาได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ จงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ประการใด ทำให้โจทก์เสียหายอย่างใด แล้วสรุปว่าการกระทำของจำเลยทั้งสอง เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน ดังนี้ เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง และจำเลยเป็นผู้ถูกจ้าง อันเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน ต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 8(5)ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ มูลหนี้ละเมิดอันเป็นมูลหนี้เดิมที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ระงับสิ้นไปแล้ว และทำให้โจทก์ได้รับหนี้หรือสิทธิขึ้นใหม่ตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งโจทก์ได้ฟ้อง จำเลยที่ 1 ด้วยมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวแล้ว แต่โจทก์ยังมิได้ รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากจำเลยที่ 1 ความรับผิด ในมูลหนี้ละเมิดของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่ระงับสิ้นไป

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงิน 53,301 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขึ้นมาหลายประการ ศาลฎีกาจะไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ตามลำดับก่อนหลัง แต่จะวินิจฉัยไปตามลำดับแห่งความจำเป็นและความสำคัญแห่งคดีตามที่ควรจะเป็นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่า ตามที่จำเลยที่ 2และจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 12 กันยายน 2528 ขอให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายซึ่งศาลแรงงานกลางสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 9 ตุลาคม 2528ว่าจะชี้ขาดพร้อมกับคำพิพากษานั้น

ศาลแรงงานกลางยังหาได้ชี้ขาดไม่จึงขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดไปเสียทีเดียว

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้วเห็นว่าศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายไว้แล้วในประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องตามคำพิพากษาหน้า 10 ถึงหน้า 11 มิใช่มิได้วินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวจำเลยทั้งสองคงติดใจอุทธรณ์ขึ้นมาเพียงสองประการ ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ จำเลยทั้งสองขอให้วินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์แล้วโดยมีนายชิดชัย สิงคิวิบูลย์กับนางโฉมยงค์ คงพอปาน ทำสัญญาค้ำประกันสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น มูลหนี้ละเมิดจึงเป็นอันระงับโดยสัญญาสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์หามีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองอีกไม่ นอกจากจำเลยทั้งสองขอให้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้น ในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวแล้ว

จำเลยทั้งสองยังอุทธรณ์ยกเหตุผลอื่นอีกตามอุทธรณ์ข้อ 2 ซึ่งศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยรวมกันไปเสียทีเดียวในปัญหาดังกล่าว เห็นว่าจำเลยทั้งสองยอมรับในคำให้การอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มิได้มีผลประโยชน์ร่วมกัน จำเลยทั้งสามต่างละเมิดสิทธิของโจทก์โดยลำพังตน แยกต่างหากจากกันได้ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อมูลหนี้ที่จำเลยทั้งสามจะต้องรับผิดต่างแยกออกจากกันได้เป็นการเฉพาะตัวแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความตามที่กล่าวข้างต้นก็ย่อมมีผลผูกพันเฉพาะจำเลยที่ 1 กับโจทก์เท่านั้น มูลหนี้เดิมจะระงับหรือไม่ระงับก็มีผลเฉพาะคู่สัญญา จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ผู้ถือว่าตนมีหนี้แยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจจะถือประโยชน์อันเกิดแต่สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นประโยชน์แก่ตนประการใดได้

หนี้มูลละเมิดที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ต้องรับผิดต่อโจทก์ หากมีหาระงับด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่กล่าวข้างต้นไม่คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยกขึ้นอ้างในอุทธรณ์ข้อเท็จจริงและรูปคดีไม่ตรงกับคดีนี้จะนำมาปรับแก่คดีนี้ไม่ได้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยกเหตุผลขึ้นอ้างในอุทธรณ์อีกประการหนึ่งว่า หนี้จำนวนเดียวกันนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและฟ้องนายชิดชัย สิงคิวิบูลย์กับนางโฉมยงค์ คงพลปาน ตามสัญญาค้ำประกันที่ศาลจังหวัดขอนแก่นแล้ว โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้อีกไม่ได้ มิฉะนั้นโจทก์จะได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษาในมูลหนี้รายเดียวกันถึงสองทาง

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าหากจำเลยทั้งสองมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่โจทก์แล้วจำเลยทั้งสองบอกปัดการชำระหนี้นั้น โจทก์ชอบที่จะเสนอคดีของตนต่อศาลให้ว่ากล่าวเอาความแก่จำเลยทั้งสองได้

ศาลฎีกาเห็นว่าสิทธิในการฟ้องร้องคดีหรืออำนาจฟ้องกับสิทธิที่จะบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาเป็นกรณีที่แตกต่างกันอยู่ในขั้นตอนที่ต่างกันจะนำมาพิจารณาคละระคนด้วยกันหาได้ไม่ ที่จำเลยทั้งสองด่วนยกเอาการบังคับคดีที่อาจมีได้สองทางโดยจะเกิดขึ้นตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์หรือไม่ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธความผิดในมูลหนี้ตามคำฟ้องเสียแต่แรกนั้นหาเป็นการถูกต้องไม่ แม้กรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้แจ้งชัดว่าทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจบางแห่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีรัฐวิสาหกิจบางแห่งก็อาจถูกฟ้องได้ดังแบบอย่างตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3351/2526 คดีระหว่างนายเสมอ สาขากร โจทก์การรถไฟแห่งประเทศไทย

จำเลย อันเป็นข้อที่ยืนยันว่า อำนาจฟ้องกับการบังคับคดีเป็นกรณีที่ต่างกันเหตุผลประการนี้ จึงฟังไม่ขึ้นจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องอีกประการหนึ่งว่า หนี้ตามคำฟ้องมิได้อยู่ในบังคับแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8ศาลแรงงานกลางไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสอง ทั้งนี้ เพราะมูลหนี้ที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองต่างแยกออกจากหนี้ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ได้ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ข้อนี้เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่า โจทก์ได้ออกคำสั่งให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีอำนาจหน้าที่ประการใดจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 หาได้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นไม่ จำเลยทั้งสองจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ประการใดทำให้โจทก์เสียหายอย่างใดครั้นแล้วโจทก์ก็สรุปว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ และเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าคดีของโจทก์เป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างโจทก์ผู้เป็นนายจ้าง และจำเลยทั้งสองผู้เป็นลูกจ้างอันเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานต้องด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8(5)แล้ว ศาลแรงงานกลางจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" ฯลฯ"จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์อีกข้อหนึ่งว่า จำเลยที่ 1เป็นผู้ทุจริตยักยอกเงิน 1,593,689.50 บาท ของโจทก์ไปคดีนี้ศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์แต่กลับพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ชดใช้โดยลำพังทั้งที่จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ก่อหนี้ และไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งหนี้

คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางจึงไม่ถูกต้องพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเหตุที่ศาลแรงงานกลางมิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 1,593,689.50 บาท ก็เพราะมูลหนี้ละเมิดอันเป็นมูลหนี้เดิมที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ระงับสิ้นไปแล้วและทำให้โจทก์ได้รับหนี้หรือสิทธิขึ้นใหม่ตามที่แสดงไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งบัดนี้โจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ด้วยมูลหนี้ตามสัญญาดังกล่าวที่ศาลจังหวัดขอนแก่นแล้ว ด้วยเหตุนี้โจทก์จึงมิได้ฟ้องและมีคำขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้เงิน 1,593,689.50 บาทด้วยมูลหนี้ละเมิดในคดีนี้อีก แต่โดยที่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากจำเลยที่ 1 ความรับผิดในมูลหนี้ละเมิดของจำเลยที่ 2 และ

จำเลยที่ 3 จึงไม่ระงับสิ้นไปดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้แล้วในอุทธรณ์ข้อแรกของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3เพราะฉะนั้น ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3ร่วมกันชดใช้เงิน 1,593,689.50 บาท ด้วยมูลหนี้ละเมิดโดยมิได้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ร่วมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวในคดีนี้จึงเป็นการถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 บางข้อฟังไม่ขึ้นบางข้อรับวินิจฉัยให้ไม่ได้ ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้เงินสองจำนวนแก่โจทก์ชอบแล้ว"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง · สีนวล คงลาภ
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้