Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4428/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิต่อกัน โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อสร้างอาคาร โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารพาณิชย์กับจำเลยที่ 2 และทำสัญญาเช่าอาคารพาณิชย์กับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี แต่การก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ไม่มีการสร้างส่วนที่เป็นที่พลาซ่าและส่วนที่เป็นตลาด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสอง ซึ่งตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิ ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 จะได้รับผลประโยชน์จากการก่อสร้างอาคารตามรูปแบบที่กำหนดไว้ชัดเจน ในลักษณะที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกแบบแปลนและแก้ไขแบบแปลนตามความต้องการได้ การยื่นขออนุญาตแบบแปลนอาคารใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมรูปแบบการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญา และยอมให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิหาคนเช่าและเรียกเงินค่าก่อสร้างจากผู้มาจองเช่าอาคาร โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการเช่าให้กับผู้มาจอง โดยเฉพาะอาคารพลาซ่าระบุว่าเมื่อหักค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายแล้วกำไรให้แบ่งกันคนละครึ่ง ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 1 จึงเป็นคู่สัญญาร่วมประโยชน์ในทางการค้าที่จะต้องดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดตามที่ได้แจ้งแก่โจทก์ผู้ทำสัญญาว่าจ้างอาคารกับจำเลยที่ 2 เพื่อให้ได้สิทธิจดทะเบียนการเช่ากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาก่อสร้างยกสิทธิ เมื่อการก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ทำสัญญาก่อสร้างอาคารกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ก็ต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์คืนเงินช่วยค่าก่อสร้างแก่โจทก์

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองตกลงทำสัญญาร่วมกันทางการค้าเพื่อก่อสร้างตึกแถวอาคารพาณิชย์ อาคารพลาซ่า และอาคารขายสินค้าแบบแผงตลาดบนที่ดินโฉนดเลขที่ 1187 และ 1189 ของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการเกี่ยวกับแบบก่อสร้างและขออนุญาตก่อสร้างในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อทำเป็นศูนย์การค้า เมื่อก่อสร้างเสร็จอาคารตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนให้ผู้ออกเงินช่วยค่าก่อสร้างเช่ามีกำหนด 30 ปี โจทก์ตกลงทำสัญญาออกเงินช่วยค่าก่อสร้างตึกแถวอาคารพาณิชย์ 1 คูหา จำนวน 1,200,000 บาท จำเลยที่ 2 ดำเนินการก่อสร้างตึกแถวเสร็จแล้ว แต่จำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการจดทะเบียนการเช่าให้โจทก์ และไม่ดำเนินการทำเป็นศูนย์การค้า

เมื่อโจทก์จะฟ้องร้อง จำเลยที่ 1 จึงตกลงจะดำเนินการทำให้บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์การค้าและตกแต่งอาคารให้สมบูรณ์ใช้ประโยชน์ได้ใน 3 เดือน กับจำเลยที่ 1 ตกลงจดทะเบียนการเช่าให้มีกำหนด 28 ปี แต่จำเลยทั้งสองไม่ทำการก่อสร้างตามที่ตกลงไว้ ทำให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำการค้าหรือใช้ประโยชน์ได้ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 2,940,144 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์เดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,283,651 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 1 เมษายน 2542) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติว่า จำเลยทั้งสองทำสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิต่อกัน ตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 โดยจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ปลูกสร้างอาคาร สัญญาดังกล่าวระบุว่าจำเลยที่ 1 ยอมให้ปลูกสร้างอาคารบนที่ดินเป็น 3 รูปแบบ คือ อาคารพลาซ่า อาคารพาณิชย์ขนาด 3.75 ชั้น และอาคารขายสินค้าแบบแผงตลาด โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารพาณิชย์ 3.75 ชั้น กับจำเลยที่ 2 ในราคา 1,200,000 บาท ตามเอกสารหมาย จ.4 ต่อมาโจทก์ได้ทำสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 มีกำหนด 28 ปี ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.7 แต่การก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ไม่มีการสร้างส่วนที่เป็นพลาซ่า และส่วนที่เป็นตลาด โจทก์จึงบอกเลิกสัญญากับจำเลยทั้งสอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เพียงใด จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่หุ้นส่วนกับจำเลยที่ 2 เพราะสัญญาระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีกำหนดส่วนแบ่งกำไรขาดทุนกัน และจำเลยทั้งสองไม่เคยเจรจาตกลงกับโจทก์และผู้เช่าคนใดว่าจำเลยทั้งสองจะจัดสร้างอาคารพลาซ่าให้เสร็จใน 1 ปี หรือซ่อมแซมอาคารที่เช่าให้เสร็จใน 3 เดือน จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า ตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย จ.1 และ จ.3 ระบุชัดว่า จำเลยที่ 1 จะได้รับผลประโยชน์จากการก่อสร้างอาคารตามรูปแบบที่กำหนดไว้ชัดเจน ในลักษณะที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกแบบแปลนและแก้ไขแบบแปลนตามความต้องการได้

การยื่นขออนุญาตแบบแปลนอาคารใช้ชื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ทั้งจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ควบคุมรูปแบบการก่อสร้างให้เป็นไปตามสัญญาดังกล่าว และยอมให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิหาคนเช่าและเรียกเงินค่าก่อสร้างจากผู้มาจองเช่าอาคารดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 มีหน้าที่ต้องไปจดทะเบียนการเช่าให้แก่ผู้มาจองมีกำหนด 30 ปี โดยเฉพาะอาคารพลาซ่าระบุว่าเมื่อหักค่าก่อสร้างและค่าใช้จ่ายแล้วกำไรให้แบ่งกันคนละครึ่งระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ดังนี้ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหุ้นส่วนกับจำเลยที่ 2 จึงเป็นคู่สัญญาร่วมประโยชน์ในทางการค้าที่จะต้องดำเนินการก่อสร้างให้เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนดตามที่ได้แจ้งแก่โจทก์ผู้ทำสัญญาว่าจ้างสร้างอาคารเอกสารหมาย

จ.4 กับจำเลยที่ 2 เพื่อได้สิทธิจดทะเบียนเช่ากับจำเลยที่ 1 ตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสาร จ.1 และ จ.3 ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยตกลงกับโจทก์ในเวลาต่อมาว่าจำเลยทั้งสองจะจัดสร้างอาคารพลาซ่าให้เสร็จใน 1 ปี หรือจะซ่อมแซมอาคารที่เช่าให้เสร็จใน 3 เดือน นั้น เห็นว่า ตามสัญญาก่อสร้างอาคารยกสิทธิเอกสารหมาย จ.3 ได้ระบุเรื่องกำหนดเวลาก่อสร้างของอาคารต่าง ๆ ไว้ชัดเจนแล้ว เช่นกรณีตึกแถวอาคารพาณิชย์ 3.75 ชั้น กำหนดเวลาก่อสร้าง 1 ปี เป็นต้น จำเลยทั้งสองจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญา เมื่อการก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบที่กำหนด ไม่มีส่วนที่สร้างพลาซ่า ไม่มีตลาดสด จำเลยทั้งสองจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์

โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาและสัญญาเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 2 คืนเงินช่วยค่าก่อสร้างแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสอง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์จากจำเลยที่ 1 หรือไม่ จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า สัญญาเช่าไม่อนุญาตให้โจทก์นำไปเช่าช่วง โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสี่ บัญญัติให้สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเนื่องจากผิดสัญญาได้ แม้จะได้มีการบอกเลิกสัญญาแล้วซึ่งในข้อนี้ได้ความว่า ค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์เป็นค่าเสียหายที่โจทก์ไม่ได้ใช้อาคารที่เช่า ไม่ใช่เป็นการกำหนดค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์จะนำไปให้เช่าช่วงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าเสียหายดังกล่าวได้ อีกทั้งค่าเสียหายที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้แก่โจทก์มานั้นเหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · สุรพล เจียมจูไร · พลรัตน์ ประทุมทาน
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้