Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4427/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควรตรวจร่างกาย เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี แม้ว่าถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ แต่การไม่ยินยอมก็มีผลตามกฎหมายโดยมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติผลของการไม่ยินยอมให้ตรวจของคู่ความไว้ว่า หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอม โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น อย่างไรก็ตาม การไม่ยินยอมของคู่ความจะมีผลให้ใช้ข้อสันนิษฐานของกฎหมายที่เป็นผลร้ายแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมให้ตรวจได้ จะต้องเกิดจากคำสั่งของศาลที่สั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยชอบ กล่าวคือเป็นการสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ด้วย แต่เมื่อประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีมีว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของ ส. ตามที่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรตามปกติต้องตรวจสอบจากตัวบิดากับผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรนั้น เมื่อ ส. เสียชีวิตไปแล้วจึงไม่อยู่ในวิสัยจะทำการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ ได้ กรณีต้องใช้กระบวนการทางเลือก โดยให้ตรวจกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับ ส. เช่น เป็นบิดา มารดา บุตรหรือพี่น้องของ ส. แต่คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งความเป็นบุตร ส. ของอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ต่างยังโต้แย้งกันอยู่ แม้มีการตรวจพิสูจน์แล้วและผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถนำผลการตรวจมาวินิจฉัยเป็นยุติว่า บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 คือ ส. ได้ ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหรือไม่เป็นบุตรของ ส. ได้ เพราะจำเลยที่ 1 อาจไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 แต่อาจเป็นบุตรของ ส. ก็เป็นได้ ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงไม่ใช่คำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามบทบัญญัติมาตรา 160 แม้คู่ความไม่ยินยอมไปตรวจก็ไม่มีผลให้นำข้อสันนิษฐานใด ๆ มาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไปตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนำสืบ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนาย ส. ตามที่สูติบัตรระบุไว้ กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หรือพิพากษาว่าสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้จำเลยทั้งสองไปจดแจ้งการเพิกถอนต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนชื่อจำเลยที่ 2 ออกจากสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นายสมชาย เป็นบุตรของนายใบคาน กับนางเหลี่ยม มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ นางรัศมี นายสมชาย และนางมาลินี นายสมชายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2545 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายสมชายต่อศาลจังหวัดสระบุรีอ้างว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายโดยนายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าเป็นบุตรจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย ขอจัดการมรดกโดยขอให้ศาลตั้งนางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดก ศาลจังหวัดสระบุรีมีคำสั่งตั้งนางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชายเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2546 ตามคำสั่งศาล

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ถอนนางรัศมีออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแทนอ้างว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายกับนางสาธนา นายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าโจทก์เป็นบุตรจึงมีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย นางรัศมีเป็นผู้จัดการมรดกแต่ไม่จัดการแบ่งมรดกให้ทายาท ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของนายสมชาย ศาลจังหวัดสระบุรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งตั้งให้โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายสมชายร่วมกับนางรัศมี ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และศาลฎีกาพิพากษายืน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7792/2561 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า

พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายซึ่งนายสมชายรับรองโดยพฤตินัยว่าโจทก์เป็นบุตร โจทก์จึงเป็นทายาทที่มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชาย การที่จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายแต่จำเลยที่ 2 นำสูติบัตรของจำเลยที่ 1 มาแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 บัญญัติให้บุตรที่เจ้ามรดกผู้เป็นบิดารับรองเป็นผู้สืบสันดานมีสิทธิรับมรดกเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสมชาย

หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายแต่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชายซึ่งอาจมีผลทำให้จำเลยที่ 1 มีสิทธิได้รับมรดกของนายสมชายตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นเดียวกับโจทก์ ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์เพราะทำให้สิทธิของโจทก์ในการรับมรดกของนายสมชายลดน้อยลงได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น และเมื่อโจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิรับมรดกของนายสมชายเพราะโจทก์เป็นบุตรและเป็นทายาทของนายสมชาย แต่จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธว่าโจทก์ไม่ใช่บุตรของนายสมชาย ไม่ใช่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายและไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายสมชาย

โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ถึงสิทธิดังกล่าวของโจทก์ ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2518 เป็นบุตรของนายสมชาย กับนางสาธนา โจทก์ใช้ชื่อสกุลของนายสมชายและอยู่บ้านเดียวกับนายสมชายมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งนายสมชายถึงแก่ความตาย ก่อนถึงแก่ความตายนายสมชายกับมารดาโจทก์อยู่กินด้วยกันมาตลอดที่บ้านดังกล่าวและซื้อที่ดินและปลูกบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งโจทก์อยู่อาศัยในปัจจุบันไว้อยู่ด้วยกันอีกด้วย นายสมชายแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชายตลอดมา เมื่อโจทก์อายุประมาณ 6 ถึง 7 ปี นายสมชายพาโจทก์ไปอยู่กับนายสมชายที่ประเทศปากีสถานเป็นเวลาประมาณ 14 ปี โดยให้โจทก์เรียนหนังสือที่ประเทศปากีสถาน

หลังจากนั้นนายสมชายพาโจทก์กลับมาประเทศไทยมาอยู่ด้วยกันที่บ้านที่จังหวัดสระบุรีและจังหวัดเชียงใหม่จนกระทั่งนายสมชายถึงแก่ความตาย ส่วนจำเลยทั้งสองไม่ได้นำสืบพยานหลักฐานในเรื่องนี้ เห็นว่า โจทก์มีสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้านที่ระบุว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชาย อยู่ร่วมบ้านเดียวกับนายสมชายและใช้ชื่อสกุลของนายสมชายมาตั้งแต่แรกเกิด เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นจึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่าเป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้องมานำสืบเป็นพยานหลักฐานให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับนายสมชายและเป็นพยานเอกสารที่แสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ที่นายสมชายรับรองว่าโจทก์เป็นบุตรของนายสมชาย

เมื่อจำเลยทั้งสองไม่นำสืบโต้แย้งคัดค้านเป็นอย่างอื่นเพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ทั้งนางรัศมีพยานจำเลยยังเบิกความตอบคำถามค้านของทนายโจทก์ยอมรับว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสมชาย พยานเป็นป้าของโจทก์เคยเลี้ยงดูโจทก์และดูแลครอบครัวโจทก์ แบ่งปันทรัพย์มรดกให้ตลอดมาจนกระทั่งมีข้อพิพาทกันเมื่อปี 2553 อันเป็นการเจือสมพยานหลักฐานของโจทก์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรที่นายสมชายผู้เป็นบิดารับรองแล้วมีผลให้โจทก์เป็นผู้สืบสันดานเหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 โจทก์จึงเป็นทายาทผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนายสมชายมีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์บรรยายฟ้องว่าโต้แย้งสิทธิในการรับมรดกของโจทก์ได้

ปัญหาต่อไปที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนใบสูติบัตรของจำเลยที่ 1 หรือไม่ เพียงใด ในปัญหานี้เนื่องจากข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ทนายจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 และศาลชั้นต้นเห็นว่า การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มีผลแสดงความสัมพันธ์ได้จึงมีคำสั่งให้คู่ความไปดำเนินการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว

ต่อมาปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่ไปตรวจตามนัดหมาย จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การที่คู่ความไม่ไปตรวจพิสูจน์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าวมีผลทางกฎหมายหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ในปัจจุบันการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ เป็นการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่มีผลในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลได้ในระดับที่มีความน่าเชื่อถือสูง และได้รับการยอมรับทางกฎหมายในการรับฟัง สำหรับคดีครอบครัว มีพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งให้คู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องไปให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ศาลเห็นสมควรตรวจร่างกาย

เก็บตัวอย่างเลือด สารคัดหลั่ง สารพันธุกรรม หรือดำเนินการอื่นใดเพื่อตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดี แม้กฎหมายจะไม่สามารถบังคับให้คู่ความหรือผู้เกี่ยวข้องได้โดยบัญญัติว่าถือเป็นสิทธิของคู่ความหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นที่จะยินยอมหรือไม่ก็ได้ แต่การไม่ยินยอมก็มีผลตามกฎหมายโดยมาตรา 160 วรรคสาม บัญญัติผลของการไม่ยินยอมให้ตรวจของคู่ความไว้ว่า หากคู่ความฝ่ายใดไม่ยินยอมให้แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตรวจเพื่อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามวรรคหนึ่ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าข้อเท็จจริงที่ต้องการ ให้ตรวจพิสูจน์เป็นผลร้ายแก่คู่ความฝ่ายนั้น

อย่างไรก็ตาม การไม่ยินยอมของคู่ความจะมีผลให้ใช้ข้อสันนิษฐานที่เป็นผลร้ายแก่คู่ความที่ไม่ยินยอมให้ตรวจได้จะต้องเกิดจากคำสั่งของศาลที่สั่งตามบทบัญญัติดังกล่าวโดยชอบ กล่าวคือเป็นการสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีตามที่มาตรา 160 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ด้วย แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การในคดีนี้แล้วเห็นได้ว่า ข้อพิพาทที่เป็นเหตุให้โจทก์มาฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 เพราะสูติบัตรดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับสิทธิในการรับมรดกของนายสมชายที่เกิดจากความเป็นบุตรที่นายสมชายรับรองตามมาตรา 1627 ประเด็นข้อพิพาทที่สำคัญแห่งคดีจึงมีว่า

จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชายตามที่สูติบัตรของจำเลยที่ 1 ระบุไว้หรือไม่ ซึ่งการตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดากับบุตรตามปกติต้องตรวจสอบจากตัวบิดากับผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรนั้น เนื่องจากในการตรวจพิสูจน์ ดี เอ็น เอ ในคดีนี้ นายสมชายผู้ที่ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเสียชีวิตไปแล้วจึงไม่อยู่ในวิสัยจะทำการตรวจได้ กรณีต้องใช้กระบวนการทางเลือก โดยให้ตรวจผู้ที่อ้างว่าเป็นบุตรตรวจสอบกับบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับนายสมชาย เช่น เป็นบิดา มารดา บุตรหรือพี่น้องของนายสมชายแล้วนำผลการตรวจพิสูจน์มาพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบจะกระทำได้ อย่างไรก็ตามการตรวจในกรณีนี้ต้องมีข้อเท็จจริงที่เป็นที่ยุติแล้วว่า เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับนายสมชายดังกล่าวแล้ว แต่คดีนี้คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างโต้แย้งความเป็นบุตรนายสมชายของอีกฝ่ายหนึ่ง

ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงความเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกันของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ในขณะที่ต่างยังโต้แย้งกันอยู่เช่นนี้ ย่อมเห็นได้ว่า แม้มีการตรวจพิสูจน์แล้วและผลการพิสูจน์ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน ก็ยังไม่สามารถนำผลของการตรวจมาวินิจฉัยเป็นยุติได้ว่า บิดาของโจทก์และจำเลยที่ 1 คือนายสมชายได้ ส่วนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A) เพื่อแสดงว่าจำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 นั้นก็ไม่อาจนำมาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหรือไม่เป็นบุตรของนายสมชายได้เช่นเดียวกันเพราะจำเลยที่ 1 อาจไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 แต่อาจเป็นบุตรของนายสมชายก็เป็นได้

ดังนั้น คำสั่งของศาลชั้นต้นทั้งสองคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ใช่คำสั่งให้ตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามบทบัญญัติมาตรา 160 แม้คู่ความไม่ยินยอมไปตรวจก็ไม่มีผลให้นำข้อสันนิษฐานใด ๆ มาวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทในคดีได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไปตามพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนำสืบ ในปัญหานี้โจทก์มีตัวโจทก์มาเบิกความว่า นายสมชายมีโจทก์เป็นบุตรคนเดียว จำเลยที่ 1 ไม่ใช่บุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชาย กรมสอบสวนคดีพิเศษเคยส่งสารพันธุกรรม (D.N.A.) ของจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไปตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีความสัมพันธ์เป็นมารดาและบุตรกัน และมีนางสาวบุญสม ภริยาคนหนึ่งของนายวิชัย ซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า

จำเลยที่ 2 ไม่เคยแต่งงานกับนายสมชาย พยานไม่เคยเห็นจำเลยที่ 2 ตั้งครรภ์ ส่วนจำเลยทั้งสองมีจำเลยที่ 2 มาเบิกความว่า จำเลยที่ 2 เป็นภริยาคนที่สี่ของนายสมชาย โดยเข้าพิธีสมรสกันตามศาสนาอิสลาม มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือจำเลยที่ 1 ระหว่างอยู่กินด้วยกันจำเลยที่ 2 อยู่ที่บ้านเลขที่ 5 ซึ่งอยู่ในรั้วเดียวกับบ้านเลขที่ 3 ที่นายสมชายอาศัยอยู่ เดิมจำเลยที่ 1 มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเลขที่ 3 กับนายสมชายมาตั้งแต่เด็ก มีนางรัศมีมาเบิกความว่า พยานเป็นพี่ของนายสมชาย ครอบครัวของพยานเป็นครอบครัวใหญ่ ปกครองดูแลกันในครอบครัวโดยมีนายใบคานบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว ทั้งครอบครัวอยู่อาศัยร่วมกันที่บ้านเลขที่ 3 นายสมชายมีภริยา 4 คน

ภริยาคนที่สามเป็นชาวปากีสถาน มีบุตรด้วยกัน 5 คน นายสมชายรับรองบุตรทั้งห้าคนว่าเป็นบุตรของตน จำเลยที่ 1 เคยตรวจสารพันธุกรรม (D.N.A.) เปรียบเทียบกับบุตรชาวปากีสถานดังกล่าวแล้วผลการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน และมีนางมาลินีมาเบิกความว่า พยานเป็นน้องของนายสมชาย จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 ที่เกิดกับนายสมชาย จำเลยที่ 2 คลอดจำเลยที่ 1 ที่บ้านเลขที่ 3 ต่อมาพยานเป็นคนไปแจ้งเกิดให้จำเลยที่ 1 นายสมชายรับรองว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรโดยอุปการะเลี้ยงดู ให้การศึกษาและให้ใช้ชื่อสกุลตลอดมา เห็นว่า แม้โจทก์จะมีนางสาวบุญสม ซึ่งเป็นมารดาเลี้ยงของจำเลยที่ 2 มาเบิกความสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ แต่พยานเบิกความว่า

พยานอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่ที่จังหวัดเดียวกับจำเลยที่ 2 ทั้งพยานยังเบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านยอมรับว่าพยานมีคดีพิพาทกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายวิชัย ซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายชนะคดีอีกด้วย คำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักน้อย ที่โจทก์มีรายงานการตรวจพิสูจน์ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องมาเบิกความรับรองการตรวจพิสูจน์มานำสืบ แต่ผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวก็ได้ความเพียงว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่มีความสัมพันธ์เป็นมารดากับบุตรกัน ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่จะนำมาพิสูจน์ประเด็นข้อพิพาทที่ว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชายหรือไม่แต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักน้อย

ส่วนจำเลยทั้งสองมีพยานเอกสารเป็นสูติบัตรกับสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 3 ซึ่งเป็นบ้านเดียวกับสำเนาทะเบียนบ้าน ที่ระบุว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชาย อยู่ร่วมบ้านเดียวกับนายสมชายและใช้ชื่อสกุลของนายสมชายมาตั้งแต่แรกเกิด เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารมหาชนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำขึ้นต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 127 ว่า เป็นเอกสารที่แท้จริงและถูกต้อง ทั้งจำเลยทั้งสองยังมีนางมาลินี ซึ่งเป็นผู้แจ้งการเกิดให้แก่จำเลยที่ 1 มาเบิกความรับรองข้อเท็จจริงตามสูติบัตร โดยมีนางรัศมีมาเบิกความยืนยันทำนองเดียวกับนางมาลินีอีกด้วย พยานจำเลยทั้งสองปากดังกล่าวเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายสมชาย เป็นบุคคลในครอบครัวของนายสมชาย

ย่อมรู้เห็นข้อเท็จจริงในครอบครัวและความเป็นมาของคนในครอบครัวเป็นอย่างดี คำเบิกความของพยานจำเลยทั้งสองจึงมีน้ำหนักให้รับฟังสนับสนุนพยานเอกสารของจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเอกสารมหาชนดังกล่าวให้มีน้ำหนักหนักแน่นยิ่งขึ้น ทำให้พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีน้ำหนักให้รับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนายสมชาย กรณีไม่มีเหตุให้เพิกถอนสูติบัตรของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด แม้โจทก์เป็นบุตรและทายาทของนายสมชาย โจทก์ก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนสูติบัตรดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อโนชา ชีวิตโสภณ · วาสนา หงส์เจริญ · กาญจนา ชัยคงดี
ศาลล่าง
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสระบุรี - นายณธษา ฐิติธัญโชติ
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายฐานันท์ วรรณโกวิท
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)15/2563
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้