Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 442/2519

พ.ศ. 2519 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก 4 คน ร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธทำการปล้นทรัพย์ ได้ความว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีอาวุธอะไรเลย และจำเลยที่ 1 มีเพียงมีดปลายแหลมอย่างเดียวเท่านั้น คนร้ายที่มีปืนคือพวกที่ยังจับตัวไม่ได้ ดังนี้ การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 15 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 14, 15 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามบทมาตราดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 2 ฎีกาดังนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ถ้าศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 ข้อ 15 ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ 1 ได้ เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดี

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.อ. มาตรา 340 ป.วิ.อ. มาตรา 213 ป.วิ.อ. มาตรา 225 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 มาตรา 14 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 11 มาตรา 15

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องอีก ๔ คน ได้ร่วมกันมีปืนเป็นอาวุธติดตัวทำการปล้นเอารถยนต์ ๑ คัน ราคา ๕๔,๓๐๐ บาท ของนายกำจร แหวน ๑ วง ราคา ๑,๖๐๐ บาท เงิน ๑๐๐ บาทของนายนิวัฒน์ , นาฬิกาข้อมือ ๑ เรือน ราคา ๓๕๐ บาท เงิน ๑,๘๐๐ บาทของพระสมุห์สมใจ ในการปล้นนี้จำเลยกับพวกได้ร่วมกันใช้อาวุธปืนขู่เข็ญเจ้าทรัพย์ว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ พาเอาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์ ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ ก่อนคดีนี้จำเลยที่ ๑ เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ๓ เดือน ปรับ ๑,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด ๓ ปี จำเลยมากระทำผิดในคดีนี้ภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓, ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔, ๑๕ ให้จำเลยร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๘๕๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ และนำเอาโทษของจำเลยที่ ๑ ที่ศาลรอการลงโทษมาบวกกับโทษในคดีนี้

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ จำเลยที่ ๑ รับว่ายังอยู่ในระหว่างรอการลงโทษตามโจทก์ฟ้องจริง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔, ๑๕ ให้จำคุก ๒๔ ปี คำรับชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๘ ปี บวกโทษที่รอไว้ ๓ เดือนเข้าด้วย รวมเป็นโทษ ๑๘ ปี ๓ เดือน ให้จำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๘๕๐ บาทแก่เจ้าทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ขอให้ลงโทษจำเลยที่ ๒

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง, ๓๔๐ ตรี, ๘๓ ให้จำคุก ๑๘ ปี ให้จำเลยที่ ๒ ร่วมกับจำเลยที่ ๑ คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๘๕๐ บาท แก่เจ้าทรัพย์ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้ต้น จำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๒ ร่วมทำการปล้นทรัพย์ด้วย แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๒ มิได้มีอาวุธอะไรเลย จำเลยที่ ๑ มีเพียงมีดปลายแหลมเป็นอาวุธอย่างเดียวเท่านั้น คนร้ายที่มีอาวุธปืนคือพวกของจำเลยที่ยังจับตัวไม่ได้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๕ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามบทกฎหมายดังกล่าวด้วย จึงยังไม่ถูกต้องและแม้จำเลยที่ ๑ จะมิได้อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่ ๑ ได้ เพราะเป็นเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๓ ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ ส่วนในเรื่องราคาทรัพย์นั้น ได้ความตามคำนายวิวัฒน์ เจ้าของทรัพย์ว่าแหวนทองคำราคา ๑,๕๐๐ บาท มิใช่ ๑,๖๐๐ บาท ตามฟ้อง ฉะนั้น ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนจึงรวมเป็นเงิน ๓,๗๕๐ บาทเท่านั้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๑๔ ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๑๖ ปี จำเลยที่ ๑ รับสารภาพชั้นสอบสวนมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ ๑ ใน ๔ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๒ ปี บวกโทษที่รอไว้ ๓ เดือนเข้าด้วย รวมเป็นโทษจำคุก ๑๒ ปี ๓ เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๓,๗๕๐ บาท แก่เจ้าทรัพย์ด้วย

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุธี ชอบธรรม · สนับ คัมภีรยส · สมชัย ทรัพย์วณิช
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายนิวัฒน์ แก้วเกิดเคน
ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา มงคล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6864/2557

เมื่ออาวุธปืนของกลางเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4 (5) ที่ทำเลียนแบบปืนพกออโตเมติกจึงถือไม่ได้ว่าสิ่งเทียมอาวุธป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8701/2547

จำเลยทั้งสองวางแผนลวงโจทก์ร่วมไปในที่เกิดเหตุ แล้วจำเลยที่ 1 กระชากคอเสื้อโจทก์ร่วมลงมาจากรถและร้องบอกจำเลยที่ 2 ว่ามาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงเดินออกมาจากข้างทาง เมื่อโจทก์ร่วมปฏิเสธไม่ยอมถอดเสื้อผ้าตามคำส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5448/2540

จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้อาวุธปืนนอกจากที่กำหนดในกฎกระทรวงในการกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นหรือปล้นทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 288 หรือมาตรา 340 เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 78วรรคสาม และความ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 631/2532

ในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3กับพวกร่วมกันขู่บังคับให้โจทก์ร่วมลงลายมือในเช็ค สั่งจ่ายเงินให้จำเลยกับพวก แต่เจตนาของจำเลยกับพวกประสงค์ที่จะเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปในทันทีนั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6244/2531

จำเลยมีอาวุธปืนและลูกระเบิดติดตัวไปในการปล้นทรัพย์และขู่ว่าจะใช้หากเจ้าทรัพย์ขัดขืน โดยไม่ได้ยิงปืนหรือใช้วัตถุระเบิดทำให้เกิดระเบิดขึ้นแต่อย่างใด เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธตามประมวลกฎหมายอาญา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้