Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4413/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

สัญญาที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาเงินทุนมีข้อตกลงพิเศษว่า โจทก์ต้องระดมเงินฝากให้แก่จำเลยที่ 1ไม่ต่ำกว่าปีละ4,000 ล้านบาท จึงจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อยละ 0.06 ของยอดเงินฝากคงเหลือเฉลี่ยแต่ละวัน หากไม่สามารถระดมเงินฝากได้ถึง2,500 ล้านบาท ในระยะหนึ่งปี จำเลยที่ 1 สามารถเปลี่ยนแปลงสัญญาใหม่ได้ ทำให้เห็นว่าโจทก์จะได้ค่าตอบแทนพิเศษ จำนวนเท่าใดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าโจทก์จะระดมเงินฝากได้มากน้อยเพียงใดถ้าไม่สามารถระดมเงินฝากได้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือถ้าระดมเงินฝากได้น้อยโจทก์ก็จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษลดลงตามส่วน จึงไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือไม่และจำนวนเท่าใด ทั้งในกรณีที่โจทก์ระดมเงินฝากได้มากเกิน 4,000 ล้านบาทในระยะหนึ่งปี สัญญาจ้างก็มิได้กำหนดให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์ค่าตอบแทนพิเศษแก่โจทก์ดังนั้น เมื่อค่าตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่จะได้รับต่า

คำฟ้องและคำให้การ

สัญญาที่จำเลยที่ 1 จ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาเงินทุนมีข้อตกลงพิเศษว่า โจทก์ต้องระดมเงินฝากให้แก่จำเลยที่ 1ไม่ต่ำกว่าปีละ4,000 ล้านบาท จึงจะได้รับค่าตอบแทนพิเศษในอัตราร้อยละ 0.06 ของยอดเงินฝากคงเหลือเฉลี่ยแต่ละวัน หากไม่สามารถระดมเงินฝากได้ถึง2,500 ล้านบาท ในระยะหนึ่งปี จำเลยที่ 1 สามารถเปลี่ยนแปลงสัญญาใหม่ได้ ทำให้เห็นว่าโจทก์จะได้ค่าตอบแทนพิเศษ จำนวนเท่าใดหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าโจทก์จะระดมเงินฝากได้มากน้อยเพียงใดถ้าไม่สามารถระดมเงินฝากได้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือถ้าระดมเงินฝากได้น้อยโจทก์ก็จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษลดลงตามส่วน จึงไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือไม่และจำนวนเท่าใด

ทั้งในกรณีที่โจทก์ระดมเงินฝากได้มากเกิน 4,000 ล้านบาทในระยะหนึ่งปี สัญญาจ้างก็มิได้กำหนดให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์ค่าตอบแทนพิเศษแก่โจทก์ดังนั้น เมื่อค่าตอบแทนพิเศษเป็นเงินที่จะได้รับต่างหากจากเงินเดือนจึงไม่เป็นเงินรางวัล เงินบำเหน็จ เงินเพิ่มอย่างอื่น บรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ และไม่เป็นเงินเดือน เพราะเป็นจำนวนไม่แน่นอน การที่จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าตอบแทนพิเศษเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์เนื่องจากการกระทำหรือการประกอบธุรกิจรับฝากเงินจึงเป็นการตกลงที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 มาตรา 20(9) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแย่งกันระดมเงินฝากโดยให้เงินค่าตอบแทนพิเศษแก่ลูกจ้างในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย

ๆ จนก่อให้เกิดความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดความเสียหายแก่สถาบันการเงินและประชาชนผู้ฝากเงินจึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อตกลงให้ค่าตอบแทนพิเศษตามสัญญาจ้างดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่มีผลบังคับให้จำเลยที่ 1ต้องปฏิบัติตามจำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้โจทก์โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองตกลงจ้างโจทก์ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาเงินทุน 2 มีหน้าที่ระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไปให้แก่จำเลยที่ 1โจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 38,000 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 2,000 บาท และจำเลยที่ 1 ยังตกลงกับโจทก์และลูกจ้างอื่นอีก 4 คน ว่าต้องหาเงินฝากให้ได้รวมกันไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ในระยะเวลา 1 ปี โดยในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ 2539 ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 ต้องระดมเงินฝากได้ไม่ต่ำกว่า1,000 ล้านบาท และในช่วงระยะเวลาที่เหลือถึงวันที่ 31 มกราคม 2540 จะต้องระดมเงินฝากให้ได้อีกไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท แล้วโจทก์มีสิทธิได้รับค่าจ้างเป็นค่าตอบแทนพิเศษ โดยคำนวณจากยอดเงินฝากคงเหลือเฉลี่ยแต่ละวันในอัตราร้อยละ 0.06 และจะจ่ายให้ปีละ 1 ครั้ง

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2540จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างในส่วนค่าตอบแทนพิเศษในส่วนของโจทก์เป็นเงินหลังหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายแล้ว จำนวน 314,017.16 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้คิดคำนวณจากยอดเงินที่โจทก์นำประชาชนมาฝากถึงเดือนธันวาคม 2539 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในส่วนค่าตอบแทนพิเศษอีกจำนวน 42,768.50 บาท แต่จำเลยที่ 1ขอผัดผ่อนไปก่อน โจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2540 จึงลาออก โจทก์ติดต่อทวงถามจำเลยที่ 2 ถึงค่าจ้างตอบแทนพิเศษที่จำเลยที่ 1 ค้างจ่ายกับส่วนที่โจทก์หาเงินฝากถึงวันที่โจทก์ลาออก จำเลยที่ 2 ปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายในส่วนค่าตอบแทนพิเศษ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 266,434.77 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จให้แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาเงินทุน 2 มีหน้าที่ระดมเงินฝากจากประชาชนทั่วไปได้รับอัตราค่าจ้างเดือนละ 38,000 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 2,000 บาท รวมทั้งค่าตอบแทนพิเศษคำนวณจากยอดเงินฝากคงเหลือเฉลี่ยแต่ละวันในอัตราร้อยละ 0.06 แต่หลังจากทำสัญญาจ้างจำเลยที่ 1 ได้สอบถามธนาคารแห่งประเทศไทยและได้รับแจ้งว่า สัญญาจ้างขัดต่อพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 20(9) ซึ่งห้ามมิให้บริษัทเงินทุนจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นแก่กรรมการพนักงานหรือลูกจ้างของบริษัทเงินทุนเป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือประกอบธุรกิจใด

ๆ ของบริษัทเงินทุน ทั้งนี้นอกจากบำเหน็จ เงินเดือน รางวัลและเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ จำเลยที่ 1 จึงแจ้งให้โจทก์ทราบว่า จำเลยที่ 1 ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนพิเศษได้ จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบริหารทั่วไปมิได้มีตำแหน่งเป็นนายจ้างโจทก์รวมทั้งการพิจารณารับโจทก์เข้าปฏิบัติงานการจ่ายเงินเดือนหรือขึ้นเงินเดือนโจทก จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รวบรวมรายละเอียดเพื่อเสนอต่อจำเลยที่ 1 พิจารณาสั่งการ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้าง ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจจะยกเอาข้อตกลงที่เป็นโมฆะขึ้นเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายเงินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150, 172 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นข้ออื่น พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ข้อตกลงให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ไม่เป็นโมฆะ นั้น เห็นว่าสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ข้อ 1 และ ข้อ 2.3 จำเลยที่ 1 ตกลงจ้างโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งผู้จัดการส่วนพัฒนาเงินทุน 2 ค่าจ้างเดือนละ38,000 บาท และข้อ 1 กับข้อ 3 คู่สัญญาตกลงให้โจทก์กับพวกซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยที่ 1 พร้อมกับโจทก์ร่วมกันระดมเงินฝากให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 4,000 ล้านบาท จำเลยที่ 1 จะจ่ายค่าตอบแทนพิเศษให้โจทก์กับพวกรวม 4 คน ในอัตราร้อยละ 0.06 ของยอดเงินฝากคงเหลือเฉลี่ยแต่ละวันโดยจ่ายปีละหนึ่งครั้ง และตามสัญญาจ้างข้อ 3.4 วรรคสอง กำหนดไว้อีกว่าในกรณีที่โจทก์กับพวกไม่สามารถระดมเงินฝากได้ถึง 2,500 ล้านบาท ในระยะหนึ่งปี

จำเลยที่ 1 สามารถใช้สิทธิเปลี่ยนแปลงสัญญากันใหม่ได้ ซึ่งตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าวโจทก์จะได้ค่าตอบแทนพิเศษหรือไม่ จำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับว่าโจทก์จะระดมเงินฝากได้หรือไม่ และจำนวนมากน้อยเพียงใด ถ้าโจทก์ไม่สามารถระดมเงินฝากได้ โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนพิเศษ หรือถ้าระดมเงินฝากได้น้อยโจทก์ก็จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษลดลงตามส่วน จึงไม่แน่นอนว่าโจทก์จะได้รับค่าตอบแทนพิเศษหรือไม่ และจำนวนเท่าใด ทั้งในกรณีที่โจทก์กับพวกร่วมกันระดมเงินฝากได้มากเกิน 4,000 ล้านบาท ในระยะหนึ่งปี ตามสัญญาจ้างก็มิได้กำหนดให้เพิ่มเปอร์เซ็นต์ค่าตอบแทนพิเศษแก่โจทก์ เพื่อเป็นการจูงใจให้โจทก์ขยันระดมเงินฝากเพิ่มขึ้นทั้งโจทก์เบิกความรับว่า

โจทก์จะได้รับเงินตอบแทนพิเศษนี้ปีละครั้งต่างหากจากเงินเดือนและเงินจำนวนนี้พนักงานอื่นไม่มีสิทธิได้รับ ค่าตอบแทนพิเศษดังกล่าวจึงไม่เป็นเงินรางวัลเงินบำเหน็จ เงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ และไม่เป็นเงินเดือนเพราะเป็นจำนวนไม่แน่นอน และเงินเดือนที่โจทก์จะได้รับนั้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงกำหนดจำนวนไว้เดือนละ 38,000 บาท เป็นจำนวนที่แน่นอนแล้ว แต่ค่าตอบแทนพิเศษที่จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายให้โจทก์สำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบธุรกิจรับฝากเงิน โดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นการตกลงที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

พ.ศ. 2522 มาตรา 20(9) อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติดังกล่าวแย่งกันระดมเงินฝากโดยให้เงินค่าตอบแทนพิเศษแก่ลูกจ้างในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนก่อให้เกิดความปั่นป่วนในระบบเศรษฐกิจของประเทศ เกิดความเสียหายแก่สถาบันการเงินและประชาชนผู้ฝากเงิน จึงเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนข้อตกลงให้ค่าตอบแทนพิเศษตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และไม่มีผลบังคับให้จำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติตาม จำเลยที่ 1 จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษตามที่ตกลงในสัญญาจ้างให้โจทก์ ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าตอบแทนพิเศษที่จำเลยที่ 1 ตกลงจะจ่ายให้โจทก์เป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างและจำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น

เห็นว่า เมื่อค่าตอบแทนพิเศษไม่เป็นเงินส่วนที่เป็นเงินเดือน เงินบำเหน็จ เงินรางวัล และเงินเพิ่มอย่างอื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติดังวินิจฉัยมาแล้ว แม้จะฟังว่าค่าตอบแทนพิเศษเป็นเงินค่าจ้างดังโจทก์อุทธรณ์ก็ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าตอบแทนพิเศษตามข้อตกลงในสัญญาจ้าง เพราะต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 จ่ายโดยกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอุทธรณ์ของโจทก์ในข้อดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยและเมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวก็ไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่เช่นเดียวกันที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
มงคล คุปต์กาญจนากุล · พรชัย สมรรถเวช · อร่าม หุตางกูร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้