Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4391/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 1 รับราชการอยู่กรมข่าวทหาร สังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากกระทรวงกลาโหม แต่กองบัญชาการทหารสูงสุดเป็นส่วนราชการส่วนหนึ่งในสังกัดกระทรวงกลาโหมตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2503 เมื่อการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ กระทรวงกลาโหมและกองบัญชาการทหารสูงสุดต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 76 ค่าเสียหายในเรื่องละเมิดนั้นแม้โจทก์นำสืบถึงจำนวนแน่นอนไม่ได้ศาลก็อาจกำหนดให้ตามสมควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีละเมิดเมื่อพ้น 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมจึงขาดอายุความฟ้องร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 76 ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.พ.พ. มาตรา 438 ป.พ.พ. มาตรา 448 ป.วิ.พ. มาตรา 57 ป.วิ.พ. มาตรา 58 พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2503 มาตรา 17 พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 มาตรา 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๒ เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งส่วนบุคคลยี่ห้อโตโยต้าโคโรลล่า คันหมายเลขทะเบียน ๘ค-๙๑๐๔ กรุงเทพมหานคร ซึ่งโจทก์ที่ ๑ รับประกันภัยไว้ จำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการศูนย์ปฏิบัติการข่าวสำนักบัญช่การทหารสูงสุดสังกัดจำเลยที่ ๒ และปฏิบัติราชการอยู่ในบังคับบัญชาของจำเลยที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์เก๋งคันหมายเลขทะเบียน ๒ค -๗๐๐๔ กรุงเทพมหานคร โดยได้มอบรถยนต์คันดังกล่าวให้ใช้ในศูนย์ปฏิบัติการข่าวสำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุด เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๓ เวลาประมาณ ๑ นาฬิกา จำเลยที่ ๑ ขับรถยนต์ของจำเลยที่ ๒ คันดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ราชการตามที่ได้รับการมอบหมายจากจำเลยที่ ๒ จากสะพานกรุงธนโฉมหน้าไปสี่แยกถนนราชวิถีตัดกับ

ถนนพระราม ๕ ด้วยความประมาทตัดหน้ารถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ ที่ขับสวนทางจะไปทางสะพานกรุงธนในระยะกระชั้นชิดจึงเกิดชนกันอย่างแรงทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ เสียหลักแล่นไปชนเสาสัญญาณไฟจราจรด้านสวนสัตว์ดุสิตเป็นผลให้โจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บและรถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ เสียหายอย่างมาก โจทก์ที่ ๑ ในฐานะผู้รับประกันได้ซ่อมรถของโจทก์ที่ ๒ เป็นที่เรียบร้อย สิ้นเงินไป ๖๕,๐๐๐ บาท โจทก์ที่ ๑ จึงได้รับช่วงสิทธิในการฟ้องคดีนี้ และโดยที่รถของโจทก์ที่ ๒ ยังใหม่จากเหตุที่เกิดขึ้น ทำให้รถของโจทก์ที่ ๒ เสื่อมสภาพคิดเป็นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท ในระหว่างซ่อมรถ ๑๘๐ วัน โจทก์ที่ ๒ ต้องจ้างรถแท็กซี่ไปทำธุรกิจตามอาชีพไม่ต่ำกว่าวันละ ๑๐๐ บาท เป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท

โจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บ กระดูกขาแตก มีบาดแผลที่ใบหน้าและลำตัว เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ๕,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหายของโจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๕๓,๐๐๐ บาท ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหาย ๖๕,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และ ๕๓,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้การว่า รถยนต์คันเกิดเหตุเป็นของกองบัญชาการทหารสูงสุดและมิได้นำไปปฏิบัติการในกิจการของจำเลยที่ ๒ แต่จำเลยที่ ๑ นำไปใช้ในกิจการของกองบัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ ๒ โจทก์ที่ ๑ ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ ๑ มิได้ประมาทตามฟ้อง หากแต่เกิดจากความประมาทของโจทก์ที่ ๒ ที่ขับรถยนต์ฝ่าสัญญาณไฟจราจร

พุ่งเข้ามาชนรถที่จำเลยที่ ๑ ขับ รถยนต์ของโจทก์ที่ ๒ เสียหายไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ค่าเสื่อมสภาพไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท และใช้เวลาซ่อมไม่เกิน๓ วัน โจทก์ที่ ๒ ไม่ขาดประโยชน์จากการใช้รถเพราะใช้เพื่อความสะดวกสบาย มิใช่เพื่อธุรกิจการค้า หากโจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บจริง ก็เป็นเพียงเล็กน้อย ค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน ๓๐๐ บาท ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งสองขอให้เรียกกองบัญชาการทหารสูงสุด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม อ้างว่า เพิ่งทราบจากคำให้การของจำเลยที่ ๒ ว่า มิได้เป็นผู้บังคับบัญชาจำเลยที่ ๑ และมิได้เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันที่จำเลยที่ ๑ ขับไปเกิดเหตุหากแต่เป็นของกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ ๒ และเป็นผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ ๑ โดยตรง ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ กับตัดฟ้องว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ เพราะโจทก์ขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีเกิน ๑ ปี ทั้งที่รู้ว่าเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ ๒

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว ฟังว่า คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมขาดอายุความพิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ใช้ค่าเสียหาย ๓๒,๕๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๑ และ ๘,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ที่ ๒ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินให้เสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับคดีของจำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วม

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๕๑,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเงินเสร็จ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ ๑ เป็นฝ่ายทำละเมิดจริงปัญหาเบื้องต้นที่จะวินิจฉัยมีว่า จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมต้องร่วมรับผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓มาตรา ๑๗ รวมทั้งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๒๘ มาตรา ๔ บัญญัติให้กองบัญชาการทหารสูงสุด จำเลยร่วม เป็นนิติบุคคลต่างหากจากกระทรวงกลาโหม จำเลยและตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองบัญชาการทหารสูงสุดกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๖ มาตรา ๔ (๔) แบ่งราชการกองบัญชาการทหารสูงสุด ให้มีกรมข่าวทหารอันเป็นสังกัดที่จำเลยที่ ๑ รับราชการอยู่ก็ตาม แต่กองบัญชาการทหารสูงสุด

จำเลยร่วม เป็นส่วนราชการส่วนหนึ่งในสังกัดกระทรวงกลาโหม จำเลยที่ ๒ ตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๐๓ ดังกล่าวแล้ว และการทำละเมิดของจำเลยที่ ๑ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ดังนี้จำเลยที่ ๒ และจำเลยร่วมจึงต้องรับผิดกับจำเลยที่ ๑ ด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๖ สำหรับประเด็นในเรื่องอายุความตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วม ตามพฤติการณ์โจทก์ทั้งสองทราบสำนักที่ทำงานสังกัดของจำเลยที่ ๑ มาก่อน โดยปรากฏตามของโจทก์ ระบุที่อยู่ของจำเลยที่ ๑ ว่า อยู่ศูนย์ปฏิบัติการข่าว กองบัญชาการทหารและยังบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ เป็นข้าราชการปฏิบัติราชการอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการข่าวสำนักผู้บัญชาการทหารสูงสุดอันหมายถึงว่าโจทก์ทั้งสองทราบมาก่อนฟ้องแล้วว่า

จำเลยที่ ๑ รับราชการอยู่ในสังกัดของกองบัญชาการทหารสูงสุดจำเลยซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยที่ ๒ เมื่อปรากฏว่า เหตุคดีนี้เกิดเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๒๓ โจทก์ทั้งสองขอให้เรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีอันถือเสมือนจำเลยร่วมถูกฟ้องเป็นคดีเรื่องใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๘ เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๒๔ เป็นเวลาเกิน ๑ ปี นับแต่รู้ถึงการและรู้ตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์สำหรับจำเลยร่วมจึงขาดอายุความฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔๔๘ จำเลยร่วมไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ประเด็นในเรื่องค่าเสียหายข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้แล้วว่าจำเลยที่ ๑ ทำละเมิดต่อฝ่ายโจทก์จึงย่อมมีความเสียหายซึ่งความเสียหายนี้ศาลมีอำนาจกำหนดให้ตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดได้ในเรื่องที่โจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บเพียงใด หรือไม่ และค่ารักษาพยาบาลมีเพียงใดพฤติการณ์ตามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

ฟังได้เพียงว่า โจทก์ที่ ๒ ได้รับบาดเจ็บไม่ร้ายแรงและมีค่าเสียหายไม่มากดังที่โจทก์นำสืบ สมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๑,๒๐๐ บาท เกี่ยวกับค่าซ่อมรถของโจทก์ที่ ๒ เมื่อพิเคราะห์จากความร้ายแรงเกี่ยวกับเหตุรถชนกันประกอบกับรายการซ่อมอันไม่จำเป็นบางรายการแล้ว สมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ที่ ๑ ได้รับ ๓๖,๐๐๐ บาท ส่วนระยะเวลาการซ่อม ทำให้โจทก์ที่ ๒ ไม่ได้รับประโยชน์จากการใช้รถ ต้องนั่งรถแท็กซี่ไปประกอบธุรกิจการงาน ๒ แห่ง วันละ ๑๐๐ บาทนั้น เห็นว่าระยะเวลาแห่งการซ่อมไม่ควรเกิน ๙๐ วัน สมควรกำหนดค่าเสียหายในส่วนนี้ให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๙,๐๐๐ บาท สำหรับค่าเสื่อมราคารถโจทก์ที่ ๒ พิเคราะห์ความเสียหายของรถจากเหตุชนกันดังกล่าวข้างต้นแล้ว สมควรกำหนดค่าเสื่อมราคาของรถให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงิน ๘,๐๐๐ บาท รวมค่าเสียหายที่โจทก์ที่ ๒ จะได้รับ ๑๘,๒๐๐ บาท

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ ๑ เป็นเงิน ๓๖,๐๐๐ บาท ให้โจทก์ที่ ๒ เป็นเงินที่ ๑๘,๒๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินแต่ละยอดตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชวลิต นราลัย · อภินย์ ปุษปาคม · เสียง ตรีวิมล
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายสุวิทย์ วิชิตเนตินัย
ศาลอุทธรณ์ - นายสถิตย์ เล็งไธสง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2525

จำเลยที่1มีชื่อเป็นคู่สัญญาซื้อรถบรรทุกคันเกิดเหตุและมีชื่อเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์นั้นไว้กับจำเลยร่วมเมื่อเกิดเหตุรถชนกันขึ้นอ. บุตรชายของจำเลยที่2และเป็นผู้มีส่วนในการดำเนินกิจการของจำเลยที่1อยู่ด้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11315/2553

จำเลยนำคำว่า "โต๊ะกัง" ซึ่งเป็นชื่อนิติบุคคลโจทก์ที่ 1 และเครื่องหมายการค้าของโจทก์ทั้งสองไปจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งของชื่อนิติบุคคลจำเลยตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 และยังคงใช้ชื่อดังกล่าวต่อเนื่อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8414/2552

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพียงประเด็นเดียวเรื่องอายุความ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคดีไม่ขาดอายุความ แม้ว่าคำฟ้องอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองจะมิได้อุทธรณ์คัดค้านประเด็นพิพาทข้ออื่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5129/2546

จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาพลศึกษา ได้สั่งให้นักเรียนชั้น ม.1 วิ่งรอบสนามระยะทาง 200 เมตร ต่อ 1 รอบ จำนวน 3 รอบ เป็นการอบอุ่นร่างกายก่อนการเรียนวิชาพลศึกษาในภาคปฏิบัติ และได้สั่งให้นักเรียนวิ่งร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6576/2545

คำฟ้องในส่วนเกี่ยวกับความเสียหายบรรยายว่าจำเลยทั้งสองระเบิดและย่อยหินนอกพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตจำนวนสองครั้ง แต่ละครั้งคิดเป็นพื้นที่เท่าใดและปริมาตรเท่าใด รวมทั้งปริมาตรหินที่จำเลยทั้งสองเอาไปเป็นจำนว…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้