Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 439/2511

พ.ศ. 2511 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยประมาทโดยแซงรถจักรยานและจักรยานยนต์ข้างหน้าเป็นเหตุให้ต้องวิ่งรถเลยกึ่งกลางถนนมาแล้วเกิดชนกันขึ้น ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของฟ้องว่าประมาท และเป็นต้นเหตุใกล้ชิดของการที่รถชนกันขึ้นอยู่ที่ขับรถกินทางไปทางขวาจนเกินทางของตน มิใช่การแซงรถ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้วาจำเลยขับรถกินทางไปทางขวา เกินกว่ากึ่งกลางถนนไปชนรถที่จำเลยอีกคนหนึ่งขับสวนมา แม้จะไม่มีการแซงรถก็ตรงกับฟ้องและความประสงค์ให้ลงโทษแล้ว ไม่ถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องของโจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ รถยนต์บรรทุกของ ถ้าไม่รับจองบรรทุกก็เป็นรถบรรทุกส่วนบุคคล ไม่ใช่รถยนต์สาธารณะ จำเลยมีใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลจึงขับรถดังกล่าวนี้ได้ ไม่มีความผิด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.อ. มาตรา 192 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2473 มาตรา 16 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2473 มาตรา 17 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2473 มาตรา 33 พ.ร.บ.รถยนต์ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2479 มาตรา 5 พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2493 มาตรา 5

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองได้บังอาจขับขี่รถยนต์โดยมิได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนยานพาหนะตามกฎหมายและได้ขับโดยประมาทปราศจากความระมัดระวัง โดยขับรถเร็วฝ่าฝืนกฎหมายและกฎข้อบังคับ และต่างขับกินทางมาทางด้านขวามือของตน เมื่อแซงรถจักรยานและรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้รถทั้งสองเฉี่ยวและชนกันขึ้น และมีผู้ได้รับอันตรายสาหัสถึงทุพพลภาพ และได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๐๐, ๓๙๐ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๒๙ (๔), ๖๖ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗, ๑๓ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๔๗๓ มาตรา ๑๖, ๑๗, ๓๓ พระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๔๗๙ กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๔๗๗ ข้อ ๓ จำเลยทั้งสองปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่าจำเลยทั้ง ๒ มีความผิดให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ ๙ เดือน

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยที่ ๑ ขับรถอยู่ในทางของตน ไม่มีความผิด พิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ เฉพาะความผิดฐานขับรถยนต์ไม่มีใบอนุญาตกระทงเดียว ปรับ ๑๐๐ บาท นอกนั้นยืนตามศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ ๒ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถกินทางเข้าไปในขอบทางด้านขวามือของจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๑ มิได้ขับรถด้วยความเร็วสูงและไม่ลดความเร็วเมื่อรถจะสวนกัน ส่วนจำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยประมาทโดยแซงรถจักรยานและจักรยานยนต์ข้างหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้ต้องวิ่งรถเลยกึ่งกลางถนนมาทั้ง ๒ คันแล้วเกิดชนกันขึ้น เท่ากับว่าจำเลยไม่ได้ประมาทอย่างอื่น นอกจากเหตุประมาทเพราะแซงรถข้างหน้าจึงวิ่งผิดทางเป็นข้อสาระสำคัญของคดี เมื่อทั้งศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นไม่ฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า มีรถจักรยานและจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้ารถของจำเลย ทั้งไม่ฟังว่าจำเลยขับรถเร็วเกินชั่วโมงละ ๔๕ กิโลเมตรแล้ว ต้องถือว่าโจทก์สืบไม่สมฟ้อง และข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาไม่ใช่เป็นเรื่องโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ จึงไม่มีทางลงโทษจำเลยที่ ๒ นั้น

เห็นว่า ใจความสำคัญของฟ้องอยู่ที่ว่าจำเลยขับรถกินเกินทางของจำเลยเข้าไปทางขวามือที่เรียกกันว่าขับรถผิดทาง อันเป็นเหตุแห่งความผิด การแซงรถเป็นแต่เพียงเหตุที่ทำให้ต้องขับรถกินทางไปทางขวา ถ้าแซงรถแต่ไม่ถึงกับกินทางไปทางขวาจนเกินทางของตัว คือแซงแล้วรถก็ยังคงอยู่ในทางที่มา หากเกิดชนกันกับรถที่สวนทางก็เป็นเพราะรถที่สวนขับกินขวาเกินทางเข้ามา ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของฟ้องว่าประมาทและเป็นต้นเหตุใกล้ชิดของการที่รถชนกันกับรถที่สวนทางก็เป็นเพระารถที่สวนขับกินขวาเกินทางเข้ามา ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของฟ้องว่าประมาทและเป็นต้นเหตุใกล้ชิดของการที่รถชนกันขึ้นอยู่ที่ขับรถกินทางไปทางขวาจนเกินทางของตน มิใช่การแซงรถ

เมื่อข้อเท็จจริงคดีนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ ขับรถกินทางไปทางขวาเกินกว่ากึ่งกลางถนนไปชนรถจำเลยที่ ๑ ที่ขับสวนมา แม้จะไม่มีการแซงรถก็ตรงกับฟ้องและความประสงค์ให้ลงโทษแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาว่า จำเลยที่ ๒ มีใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลจึงขับรถบรรทุกหินคันนั้นได้ ถ้าไม่ใช่รถบรรทุกรับจ้างอันเป็นรถยนต์สาธารณะนั้น ศาลเห็นว่ารถยนต์บรรทุกของถ้าไม่รับจ้างบรรทุกก็เป็นรถบรรทุกของส่วนบุคคล ไม่ใช่รถยนต์สาธารณะ จำเลยที่ ๒ มีใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล ขับรถดังกล่าวนี้ได้ ไม่มีความผิด ในฟ้องโจทก์กล่าวแต่เพียงว่าจำเลยขับรถยนต์บรรทุกหิน ไม่ได้บอกว่าเป็นรถยนต์รับจ้างบรรทุกหินหรือเป็นรถยนต์สาธารณะ การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่าเป็นรถสาธารณะ โดยไม่มีพยานหลักฐานจึงเป็นการฟังข้อเท็จจริงเกินหรือนอกเหนือกว่าพยานหลักฐานในฟ้องสำนวน

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ ๒ คงมีความผิดฐานขับรถยนต์ โดยประมาทน่าหวาดเสียว อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชน กินทางเลยกึ่งกลางถนนไปทางขวาเป็นเหตุให้ชนรถยนต์ที่จำเลยที่ ๑ ขับสวนทางมาเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส และรับอันตรายแก่กาย ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๔๗๗ มาตรา ๒๙ (๔), ๖๖ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๘๑ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๐๐, ๓๙๐ แต่กระทงเดียว ให้ลงโทษตามมาตรา ๓๐๐ ซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๐ ให้จำคุกจำเลยที่ ๒ เก้าเดือน คดีสำหรับจำเลยที่ ๑ คงยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฎีกาโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชลัม รุทระวณิช · สวิง ลัดพลี · ลออง จุลกะเศียน
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดระยอง - นายจังหวัด แสงแข
ศาลอุทธรณ์ - นายฉัตร รัตนทัศนีย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3672/2568

โจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยลักเงินสดของผู้เสียหายไปรวม 5 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 9,804,760 บาท โดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำความผิด การพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นการจั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1546/2568

ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 339 ที่โจทก์ขอให้ลงโทษกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป แม้จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 17…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2568

จำเลยดึงสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ยังไม่ได้ตรวจไปจากมือของโจทก์ร่วมโดยไม่ได้รับอนุญาต ต่อมาโจทก์ร่วมปล่อยให้จำเลยนำสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์ร่วมไปตรวจรางวัลได้ การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการถือวิสาสะเท่านั้น…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2427/2567

ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 บัญญัติให้ฟ้องโจทก์ต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้