Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4386/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี แม้บ้านของโจทก์จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรีแต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยานายหล่อ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรของโจทก์ที่ 1 ที่เกิดกับนายหล่อ ส่วนจำเลยและนายวงษ์เป็นบุตรนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อย เดิมนายฮ้อและนางฮวยบิดานายหล่อซึ่งเป็นปู่และย่าของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 กับจำเลยเป็นเจ้าของถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ต่อมาเป็นของนายวงษ์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับนางฮวยในที่ดินแปลงดังกล่าวโดยรับมรดกจากนายฮ้อ แต่นายฮ้อและนางฮวยได้ยกที่ดินให้แก่นายหล่อบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 โดยการส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวให้และบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เข้าครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นเวลา 40 ปี ก่อนบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จะถึงแก่กรรมได้ให้นายวงษ์มารับมรดกของนายฮ้อ โดยส่งมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่นายวงษ์ไป

โจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปะหัน อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่อาศัยในที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นอาณาเขตแน่นอนโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน 40 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ ต่อมาบิดาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แบ่งที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ปลูกบ้านอยู่อาศัยแยกครอบครัวแต่ละคนและทำรั้วแบ่งอาณาเขตแน่นอนโดยสงบเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลานาน 20 ปี ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ครอบครองเนื้อที่ทั้งหมด 313 ตารางวา เมื่อนายวงษ์เสียชีวิตแล้วจำเลยไปยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าว ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น ซึ่งโจทก์ทั้งสี่ไม่เคยทราบมาก่อน

ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนทางทิศใต้เนื้อที่ 300 ตารางวา โดยการครอบครองปรปักษ์ห้ามมิให้จำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่ครอบครองให้จำเลยดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ ถ้าจำเลยไม่โอนให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยและมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น

ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้เรียกนายอพิเชษฐ์เข้าเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยและจำเลยร่วมให้การทำนองเดียวกันว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทจนได้กรรมสิทธิ์ตามคำสั่งคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 518/2544 ของศาลชั้นต้น โจทก์ที่ 1 มิได้ปลูกบ้านในที่ดินพิพาทจำเลยอนุญาตให้โจทก์ที่ 2 และที่ 3 ปลูกบ้านในที่ดินพิพาท โจทก์ทั้งสี่จึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ตำบลเกาะลิง (บางปะหัน) อำเภอนครใน (บางปะหัน) แขวงเมืองกรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ร่วมกันเฉพาะตามแนวเส้นสีเขียวรวมถึงที่ดินปลูกบ้าน บ.4 บ.5 และบ.6 ตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยและจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นโดยคู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เดิมนายฮ้อและนางฮวยซึ่งเป็นบิดามารดาของนายหล่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ตำบลเกาะลิง (บางปะหัน) อำเภอนครใน (บางปะหัน) แขวงเมืองกรุงเก่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 60 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ที่ 1 เป็นภริยานายหล่อ ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโจทก์ที่ 1 ที่เกิดจากนายหล่อตามสำเนาทะเบียนบ้านเอกสารหมาย จ.1 จ.4 และ จ.5 ส่วนจำเลยและนายวงษ์เป็นบุตรของนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อยซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2495 นายฮ้อทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่นายวงษ์ตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย

ล.2 หลังจากนายฮ้อตาย นายวงษ์ได้รับมรดกเฉพาะส่วนของนายฮ้อ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2504 ตามบันทึกแก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 ภายหลังนางฮวยตาย จำเลยได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามบันทึกแก้ทะเบียนท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.2 โดยการครอบครองปรปักษ์ ตามคำสั่งศาลชั้นต้น และต่อมาได้ยกให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตร ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่มีว่า โจทก์ทั้งสี่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทบางส่วนตามแผนที่วิวาทเอกสารหมาย จ.ล.1 หรือไม่ โจทก์ทั้งสี่นำสืบทำนองเดียวกันว่าได้ครอบครองปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทที่บิดาแบ่งที่ดินดังกล่าวให้มานานร่วม 20 ปี โดยโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า หลังจากแต่งงานกับนายหล่อแล้ว

นายฮ้อเคยพูดให้พยานฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นของนายฮ้อและนางฮวยจะแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน โดยแบ่งให้นายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 ทางด้านทิศใต้ครึ่งหนึ่ง ส่วนทางด้านทิศเหนืออีกครึ่งหนึ่งยกให้แก่บุตรนายหล่อที่เกิดกับนางต๋อย โจทก์ทั้งสี่ได้ครอบครองปลูกบ้านอยู่อาศัยมานานร่วม 20 ปี โดยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของ ไม่มีผู้ใดโต้แย้งจนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวโดยการครอบครองปรปักษ์ ภายหลังโจทก์ที่ 1 ทราบว่า จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งโฉนด แล้วจำเลยได้รีบโอนที่ดินให้จำเลยร่วมซึ่งเป็นบุตรจำเลยเนื่องจากกลัวว่าโจทก์ทั้งสี่จะฟ้องร้อง เพราะขณะโจทก์ที่ 1 แต่งงานกับนายหล่อได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 ตำบลบางปะหัน

อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ปลูกอยู่บนที่ดินพิพาท ขณะนั้นจำเลยอายุเพียง 4 ขวบ อาศัยอยู่กับนางหวลผู้เป็นอา เมื่อจำเลยโตได้ย้ายไปอยู่ที่อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยอายุได้ 32 ปี ได้กลับมาอยู่กับนางหวลตามเดิม นางหวลจัดการให้จำเลยแต่งงานโจทก์ที่ 1 ได้ยกบ้านหลังใหม่ที่โจทก์ที่ 1 กับนายหล่ออยู่กินกันให้จำเลยรื้อเอาบ้านไป ส่วนโจทก์ที่ 1 ก็ยังคงครอบครองบ้านอยู่ที่เดิมโดยปลูกสร้างต่อเติมบ้านขึ้นมาใหม่อาศัยอยู่กับโจทก์ที่ 4 ใช้เลขที่บ้านเลข 54 เช่นเดิม ไม่ได้ย้ายไปไหน โดยอาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทกับครอบครัวมานานถึง 40 ปี จนได้กรรมสิทธิ์ ส่วนจำเลยและจำเลยร่วมนำสืบว่าเดิมนายฮ้อได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 ที่พิพาทเฉพาะส่วนของนายฮ้อให้นายวงษ์พี่ชายจำเลย

ต่อมานายวงษ์กับนางฮวยได้ยกที่ดินทั้งหมดให้จำเลยแต่เพียงผู้เดียว หลังจากจำเลยบรรลุนิติภาวะแล้วนายวงษ์ได้แจ้งให้จำเลยทราบและมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยยึดถือไว้ และจำเลยได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ที่ดินดังกล่าวจนปี 2544 จำเลยจึงยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์และศาลได้สั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์แล้วตามเอกสารหมาย ล.7 ที่จำเลยอ้างว่าขณะเมื่อจำเลยบรรลุนิติภาวะแล้วก็ย่อมหมายความว่าจำเลยอายุ 20 ปีแล้ว นายวงษ์พี่ชายจำเลยบอกจำเลยว่า นางฮวยได้ยกที่เฉพาะส่วนของนางฮวยให้จำเลยก็เป็นเพียงคำพยานบอกเล่าเพราะนายวงษ์ได้ถึงแก่ความตายไปแล้ว ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างที่จำเลยอ้างหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้

ส่วนนายวิชัยซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับจำเลยเบิกความว่า ขณะนางฮวยได้พูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลยพยานอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และยังเบิกความอีกว่าขณะนางฮวยถึงแก่ความตายพยานมีอายุเพียง 7 ถึง 8 ขวบ ดังนั้นขณะนางฮวยพูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลย พยานต้องอายุไม่ถึง 7 ขวบ อาจจะอายุเพียง 5 ถึง 6 ขวบ จึงไม่น่าเชื่อว่านายวิชัยจะรู้เรื่องและได้ยินนางฮวยพูดยกที่ดินพิพาทให้จำเลยและพยานสามารถจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้ ซึ่งแม้แต่ตัวจำเลยเองยังไม่เคยทราบเรื่องนางฮวยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยจนกระทั่งจำเลยอายุครบ 20 ปี นายวงษ์จึงบอกเรื่องนางฮวยยกที่ดินพิพาทให้จำเลยทราบดังจำเลยอ้าง ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงญาติพี่น้องอื่น ๆ ของจำเลยก็น่าจะบอกให้จำเลยทราบก่อนอายุครบ 20 ปีแล้ว

พยานจำเลยจึงขัดต่อเหตุผลไม่น่าเชื่อถือ คงมีแต่คำพยานบอกเล่าซึ่งมีน้ำหนักน้อย ส่วนโจทก์ที่ 1 ซึ่งแต่งงานอยู่กินเป็นภริยานายหล่อเป็นเวลา 40 กว่าปี และขณะนี้มีอายุถึง 80 ปี ยืนยันว่าได้อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 54 ตั้งแต่แต่งงานกับนายหล่อจนถึงปัจจุบันโดยนายฮ้อเคยบอกพยานว่าจะแบ่งที่ดินพิพาทออกเป็นสองส่วน ให้นายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 ทางทิศใต้ครึ่งหนึ่ง ส่วนทางด้านทิศเหนืออีกครึ่งหนึ่งให้แก่บุตรของนายหล่อที่เกิดจากนางต๋อยก็คือนายวงษ์กับจำเลย โจทก์ที่ 1 ก็ได้ครอบครองอาศัยอยู่บนที่ดินพิพาทมาโดยตลอดจนบัดนี้ ซึ่งพยานจำเลยเองก็ยืนยันเจือสมกับโจทก์ที่ 1 ว่า เห็นโจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่พิพาทโดยไม่มีใครโต้แย้งโดยเฉพาะจำเลยร่วมอายุถึง 30 ปีแล้ว

ก็เบิกความยืนยันว่าตั้งแต่เกิดมาก็เห็นโจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่บนที่ดินพิพาทแล้ว ทั้งเมื่อพิเคราะห์สภาพครอบครองที่ดินโฉนดที่พิพาทมีลักษณะการครอบครองแบ่งแยกกันชัดเจน ฝ่ายโจทก์เป็นภริยาน้อยของนายหล่อ และฝ่ายจำเลยเป็นภริยาหลวงของนายหล่อซึ่งเป็นบุตรชายของนายฮ้อและนางฮวยตามเหตุผลหลังน่าจะสอดคล้องกับที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่านายฮ้อบิดานายหล่อสามีโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินเป็นสองส่วนด้านทิศใต้ยกให้นายหล่อกับโจทก์ที่ 1 ปลูกบ้านอยู่กับลูก ๆ ส่วนทางด้านทิศเหนือยกให้แก่บุตรของนายหล่อที่เกิดจากนางต๋อยภริยาหลวงของนายหล่อซึ่งถึงแก่ความตายไปแล้ว ยังเหลือแต่ลูก ๆ คือจำเลยกับนายวงษ์นั่นเอง ดังจะเห็นได้ว่า ฝ่ายโจทก์ที่ 1 แม้นายหล่อตายแล้วและลูก

ๆ แต่งงานมีครอบครัวแล้ว คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ก็ยังคงปลูกบ้านของตนอยู่บนที่ดินพิพาทตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้โดยโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ยกที่ดินพิพาทบางส่วนให้ลูก ๆ ปลูกบ้านอยู่อาศัย แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ได้อาศัยในที่ดินพิพาทโดยตลอด ด้วยความสงบ เปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของโดยถือว่านายฮ้อยกที่ดินพิพาทให้นายหล่อกับโจทก์ที่ 1 ครอบครองทางทิศใต้จริง การที่นายฮ้อทำพินัยกรรมเอกสารหมาย ล.2 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ 8662 เฉพาะส่วนของตนให้นายวงษ์บุตรของนายหล่อที่เกิดจากนางต๋อย และยังอ้างว่าส่วนของนางฮวยยกให้จำเลยด้วย นางฮวยกลับไม่ได้ทำพินัยกรรมยกให้จำเลยเป็นหลักฐานเหมือนที่นายฮ้อยกให้นายวงษ์จึงเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ เป็นที่น่าสงสัยอยู่ และแม้จำเลยจะอ้างว่า

ระหว่างนายวงษ์มีชีวิตอยู่ได้ให้นางสมหมายและนายคนึงเช่าที่ดินพิพาทอยู่อาศัยตามเอกสารหมาย ล.5 และ ล.6 ก็ตาม ก็อาจจะเป็นเพราะนางสมหมายและนายคนึงทราบว่านายฮ้อทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้นายวงษ์จึงได้ทำสัญญาเช่ากับนายวงษ์เพราะอาจกลัวนายวงษ์ไม่ให้อยู่ในที่ดินพิพาทก็เป็นได้ จึงได้มีการทำสัญญาเช่ากันแต่ก็ทำสัญญากันครั้งเดียวตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม 2524 ถึงวันที่ 10 พฤษภาคม 2527 เท่านั้น จึงไม่ใช่เป็นข้อยืนยันว่าทั้งสองคนดังกล่าวรับว่าที่ดินพิพาทที่ปลูกบ้านเป็นที่ของจำเลย พยานจำเลยและจำเลยร่วมที่อ้างว่าจำเลยเป็นผู้อนุญาตให้โจทก์ทั้งสี่ปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่พิพาทจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าโจทก์ทั้งสี่ เชื่อว่าโจทก์ทั้งสี่ได้ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี

แม้ตามแนวที่วิวาทตามเอกสารหมาย จ.ล.1 บ้านของโจทก์ที่ 1 จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรีที่ดินส่วนดังกล่าวก็ย่อมเป็นที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ที่ 1 ครอบครองโดยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเกิน 10 ปี ก็ย่อมได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์ · พิทยา บุญชู · พิษณุ ดำรงเกียรติวัฒนา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้