Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2542

พ.ศ. 2542 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

บันทึกที่มีข้อความว่าโจทก์ไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงในการซื้อขายที่ดินไม่เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ เพราะไม่ใช่หลักฐานที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งสิทธิ จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยข่มขืนใจโจทก์ให้ทำลายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่าง ศ.กับส. ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง แม้โจทก์อุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดตามมาตรา 309 วรรคสองแต่เมื่อโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 309 วรรคสอง มาในฟ้องกรณีไม่อาจลงโทษตามมาตรา 309 วรรคสองได้ เพราะเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากคำฟ้อง ไม่เป็นข้อที่ได้ยกกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่งประกอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าคดีของโจทก์ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัย

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 83, 84, 91ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์มีใจความโดยสรุปว่า โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยกับนางศิริ ใยสอด ร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ให้ลงชื่อในบันทึกฉบับหนึ่งและให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ มีใจความว่าโจทก์ไม่เคยรู้เห็นถึงการทำสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางศิริ ใยสอดกับนางสุพิศ สุนทราจารย์ และไม่เคยลงชื่อเป็นพยานในสัญญาฉบับนั้นทั้งที่ความจริงจำเลยรู้ดีว่าโจทก์เป็นผู้รู้เห็นถึงการซื้อขายที่ดินระหว่างนางศิริกับนางสุพิศและเป็นพยานในสัญญาดังกล่าว โดยจำเลยกับนางศิริข่มขู่โจทก์ว่า

ถ้าไม่ยอมทำตามจะแจ้งให้เจ้าพนักงานตำรวจจับโจทก์ไปคุมขัง เป็นเหตุให้โจทก์กลัวต้องจำยอมลงชื่อในบันทึกซึ่งมีข้อความว่า โจทก์ไม่รู้เห็นและไม่ได้เป็นพยานในการซื้อขายที่ดินครั้งนั้น และรับว่าจะไปให้การต่อพนักงานสอบสวนตามที่จำเลยขู่เข็ญ คำฟ้องของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์อ้างว่าจำเลยกับนางศิริ ร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ให้กระทำการ โดยลงชื่อในบันทึกและไปให้การต่อพนักงานสอบสวนให้ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงที่โจทก์รู้เห็น โดยข่มขู่ว่าจะทำอันตรายต่อเสรีภาพของโจทก์ ทำให้โจทก์เกรงกลัวจำยอมกระทำตามที่จำเลยกับนางศิริขู่เข็ญซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องว่า

จำเลยกับนางศิริข่มขืนใจโจทก์ให้ลงชื่อในบันทึกว่าโจทก์ไม่รู้เห็นและไม่เคยเป็นพยานในการซื้อขายที่ดินระหว่างนางศิริกับนางสุพิศ เพื่อนำบันทึกฉบับนั้นไปหักล้างข้อความในสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวก็ตาม แต่บันทึกที่มีข้อความว่าโจทก์ไม่ได้รู้เห็นข้อเท็จจริงในการซื้อขายที่ดินไม่เป็นเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลงโอน สงวน หรือระงับซึ่งสิทธิ เพราะไม่ใช่หลักฐานที่แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงแห่งสิทธิแต่อย่างใด จึงไม่เป็นเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(9) ทั้งโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยกับนางศิริร่วมกันข่มขืนใจโจทก์ให้ทำลายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางศิริกับนางสุพิศซึ่งเป็นเอกสารสิทธิ คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคสอง แต่เป็นความผิดตามมาตรา 309 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าข้อหาความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 321 เมื่อโจทก์มิได้ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

คดีย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในข้อนี้ ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในปัญหาดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไปส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้องมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการร่วมขืนใจโจทก์ให้ทำลายสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างนางศิริกับนางสุพิศอันเป็นเอกสารสิทธิ จึงมีมูลความผิดตามมาตรา 309 วรรคสองนั้นเมื่อโจทก์มิได้บรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดแห่งการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยกระทำความผิดอันเป็นองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 309 วรรคสองมาในฟ้องศาลย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยตามมาตรา 309 วรรคสอง ซึ่งเป็นเรื่องที่โจทก์มิได้กล่าวมาในฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง

อุทธรณ์ของโจทก์ในปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่นอกเหนือไปจากคำฟ้องไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าคดีของโจทก์ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่มีอำนาจวินิจฉัยฎีกาของโจทก์"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกฎีกาของโจทก์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
กำพล ภู่สุดแสวง · อำนวย เต้พันธ์ · ชวลิต ยอดเณร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้