Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4364/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ทราบดีว่า ว. มีปัญหาอยู่กับผู้ถือหุ้นมาก่อน และโจทก์ทราบมาก่อนแล้วว่าจะมีการประชุมถอดถอน ว.ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยร่วมสัญญาสัมปทานฉบับพิพาททำขึ้นภายหลังที่ผู้ถือหุ้นขอให้มีการประชุมถอดถอน ว.และก่อนวันประชุมถอดถอนว.เพียง 9 วัน โจทก์กับ ว. ทำสัญญาสัมปทานฉบับพิพาทโดยไม่สุจริตโดยการแสดงเจตนาลวงสมรู้กันระหว่างโจทก์กับ ว.สัญญาสัมปทานจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ที่แก้ไขใหม่ ศาลชั้นต้นได้กำชับโจทก์ให้เตรียมพยานมาให้พร้อมจะไม่ให้เลื่อน คดีอีกเพราะเสียเวลามามากแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องขวนขวายมาศาลให้ทันตามเวลานัด การที่โจทก์ไม่มาศาล ให้ทันตามเวลานัด แสดงว่าโจทก์ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง ศาลชั้นต้น ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบจึงชอบแล้ว

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยร่วมโดยนายวิเชียร ศรีรัตโนภาสกรรมการผู้มีอำนาจได้ทำสัญญาต่างตอบแทนกับโจทก์ ให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิเก็บค่าเช่าแผงและเก็บรายได้อื่น ๆ ในตลาดสดพรานนกเป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2531 เป็นต้นไปโดยโจทก์ต้องเป็นผู้จัดหาคนทำความสะอาดดูแลรักษาซ่อมแซมตลาดและต้องจ่ายค่าตอบแทนในการเข้าดำเนินการให้แก่จำเลยร่วมปีละ120,000 บาท รวม 3 ปี เป็นเงิน 360,000 บาท เมื่อทำสัญญากันแล้วโจทก์ได้เข้าดำเนินการตามสัญญาเรื่อยมา ต่อมาจำเลยทั้งแปดได้ร่วมกันทำละเมิดต่อโจทก์โดยร่วมกับพวกเข้าไปในตลาดพรานนก ทำการประกาศโฆษณา ชักชวนให้บรรดาผู้ที่ค้าขายในตลาดงดจ่ายค่าเช่าแผง ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าบริการสุขาแก่โจทก์และจำเลยทั้งแปดได้ร่วมกันเก็บค่าเช่าแผง

ค่าน้ำ ค่าบริการสุขาและอื่น ๆ เสียเอง ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเก็บผลประโยชน์ตามสัญญาได้ จำเลยทั้งแปดและจำเลยร่วมได้แย่งเก็บรายได้ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,140,534 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 81,263 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดกับจำเลยร่วมและบริวารงดเข้ามาเก็บค่าเช่าแผง ค่าบริการสุขา และค่าน้ำทั้งหมด ในตลาดพรานนกจนกว่าจะครบสัญญาให้จำเลยทั้งแปดกับจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 1,221,797 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในต้นเงิน 1,140,534 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายวันละ 3,337 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งแปดจะหยุดการกระทำละเมิดต่อโจทก์ กับให้จำเลยร่วมชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นเงิน 720,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจรกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า สัญญาสัมปทานไม่ได้ทำกันขึ้นจริงขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ให้การว่า สัญญาสัมปทานเป็นสัญญาที่โจทก์กับนายวิเชียน ศรีรัตโนภาส สมคบกันทำขึ้นเพื่อฉ้อโกงจำเลยร่วมอันเป็นการแสดงเจตนาลวงจึงเป็นโมฆะ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ถอดถอนนายวิเชียรจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมแล้วได้มีมติแต่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจแทนต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2532 กรรมการชุดใหม่ของจำเลยร่วมได้เข้าดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ แต่ปรากฏว่าโจทก์กับนายวิเชียรและบริวารได้เข้ามาขัดขวางและแย่งเป็นรายได้โดยไม่มีอำนาจ

ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 7 และที่ 8 ให้การว่า จำเลยที่ 7 และที่ 8เก็บผลประโยชน์ตามที่จำเลยร่วมมอบหมาย ไม่ได้กระทำเป็นการส่วนตัวนอกจากนี้สัญญาสัมปทานเป็นการทำขึ้นโดยฉ้อฉลระหว่างโจทก์กับนายวิเชียน เป็นการแสดงเจตนาลวง จึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทศรีรัตโนภาส จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า โจทก์สมคบกับนายวิเชียน ศรีรัตโนภาสทำสัญญาสัมปทานขึ้นเพื่อฉ้อโกงจำเลยร่วม จึงเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 4ถึงแก่กรรมนางเพิ่มทรัพย์ ศรีรัตโนภาส และนางกัณณิการ์ หิรัญพฤกษ์ ทายาทยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 4 ตามลำดับ

ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

โจทก์ฎีกาข้อแรกว่า สัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1 ไม่ได้ทำขึ้นโดยการแสดงเจตนาลวง ข้อนี้โจทก์เบิกความเป็นพยานตอบทนายจำเลยถามค้านว่า โจทก์เป็นน้องภริยานายวิเชียร ได้ไปทำงานกับนายวิเชียรที่บริษัทศรีรัตนโนภาสจำกัด ตั้งแต่ปี 2529 ทำทุกอย่างที่นายวิเชียรใช้ให้ทำ เดิมนางเพิ่มทรัพย์เป็นคนยื่นเสียภาษีเงินได้ให้แก่พนักงานหลังจากนางเพิ่มทรัพย์ออกไปแล้ว โจทก์ได้ยื่นเสียภาษีเงินได้ให้แก่คนงานจนถึงปี 2533 ในการดำเนินการตามสัญญาสัมปทานนั้นโจทก์ตั้งสำนักงานอยู่บ้านเลขที่ 280/82 ซึ่งเป็นคนเลขที่เดียวกับบริษัทจำเลยร่วม แต่อยู่คนละชั้นกัน กล่าวคือ โจทก์อยู่ชั้นลอยส่วนบริษัทฯ อยู่ที่ชั้นสองในวันที่ 10 มกราคม 2531 โจทก์อยู่ในสำนักงานไม่ทราบว่าจำเลยร่วมจะได้มีการประชุมวิสามัญที่ชั้นล่างหรือไม่ แต่เห็นพวกจำเลยอยู่บริเวณโรงรถ

เห็นนายวิเชียรที่ตึกนี้โจทก์ทราบภายหลังว่าในวันที่ 10 มกราคม 2531 ได้มีการประชุมและปลดนายวิเชียรออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจำเลยร่วมในช่วงเวลาที่มีการประชุมกันที่ชั้นล่าง โจทก์จำไม่ได้ว่าจำได้ลงมาอยู่ใกล้กับที่ประชุมหรือไม่ เมื่อโจทก์ได้ทำสัญญาเช่าหรือสัมปทานแล้วยังมีตั๋วเก็บเงินสีขาวแบบเก่าเหลืออยู่จึงใช้ตั๋วเก็บเงินแบบเก่าต่อไปอีกสองสัปดาห์ ตั๋วเก็บเงินแบบใหม่ที่จัดพิมพ์ประทับตราลายเซ็นของนายวิเชียรแทนตรงชื่อนางเพิ่มทรัพย์ จำเลยที่ 3 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 เบิกความทำนองเดียวกันว่า เมื่อปี 2527 นายวิเชียรได้ขอกิจการของจำเลยร่วมไปบริหารเอง โดยเสนอค่าตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่ผู้ถือหุ้นไม่ยอมต่อมาปี 2530 นายวิเชียรขอแบ่งทรัพย์สินอีก แต่ตกลงกันไม่ได้หลังจากนั้นนายวิเชียรได้บริหารกิจการของจำเลยร่วมไม่ถูกต้องหลายอย่าง

ผู้ถือหุ้นไม่ไว้วางใจและทำหนังสือขอให้นายวิเชียรเรียกประชุมผู้ถือหุ้น แต่นายวิเชียรไม่ยอมเรียกประชุม ต่อมาวันที่ 10 มกราคม 2531 มีการประชุมผู้ถือหุ้นนายวิเชียรมาที่สำนักงานของจำเลยร่วมแต่ไม่ยอมเข้าประชุมผลการประชุมมีมติให้ถอดถอนนายวิเชียรออกจากกรรมการผู้มีอำนาจและตั้งจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจแทน เห็นว่าโจทก์ทำงานอยู่กับนายวิเชียรมาเป็นเวลานานและเป็นน้องภริยานายวิเชียร จึงน่าเชื่อว่า โจทก์ทราบดีว่านายวิเชียรมีปัญหาอยู่กับผู้ถือหุ้นมาก่อน โจทก์เบิกความรับว่าในวันที่ 10 มกราคม 2531 มีการประชุมถอดถอนนายวิเชียรออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยร่วมตามเอกสารหมาย ล.9ซึ่งออกในวันที่ 23 ธันวาคม 2530 ก็มีระเบียบวาระถอดถอนนายวิเชียรจึงน่าเชื่อว่า

โจทก์ทราบมาก่อนแล้วว่าจะมีการประชุมถอดถอนนายวิเชียรออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยร่วม สัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1ทำขึ้นในวันที่ 1 มกราคม 2531 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ผู้ถือหุ้นขอให้มีการประชุมถอดถอนนายวิเชียร ตามเอกสารหมาย ล.9 และก่อนวันประชุมถอดถอนนายวิเชียรเพียง 9 วันจึงเป็นพิรุธ นอกจากนั้นโจทก์เบิกความรับว่า โจทก์ใช้ตั๋วเก็บเงินมีชื่อจำเลยที่ 8 และนายวิเชียร จึงไม่น่าเชื่อว่าโจทก์กับนายวิเชียรทำสัญญาสัมปทานเอกสารหมาย จ.1 โดยสุจริตตามพฤติการณ์น่าเชื่อว่า เอกสารหมาย จ.1 ทำขึ้นโดยการแสดงเจตนาลวง สมรู้กันระหว่างโจทก์กับนายวิเชียรจึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 118 (มาตรา 155 ที่แก้ไขใหม่)

โจทก์ฎีกาข้อสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานไม่ชอบปรากฏว่าตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่15 ธันวาคม 2535 ศาลชั้นต้นได้กำชับโจทก์ให้เตรียมพยานมาให้พร้อมจะไม่ให้เลื่อนคดีอีกเพราะเสียเวลานานแล้ว เมื่อถึงกำหนดนัดโจทก์ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นรออยู่จนเวลา 13.45 นาฬิกาจึงมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ เห็นว่า ศาลชั้นต้นได้กำชับโจทก์ให้เตรียมพยานมาให้พร้อมโดยจะไม่ให้เลื่อนคดีอีกต่อไปเพราะเสียเวลามามากแล้วจึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องขวนขวายมาศาลให้ทันตามเวลานัด การที่โจทก์ไม่มาศาลให้ทันตามเวลานัด แสดงว่าโจทก์ไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบจึงชอบแล้วฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ ไพเราะ · ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · จุมพล ณ สงขลา
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้