Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4359/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การยอมรับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้วบันทึกว่า สอบจำเลยที่ 2 แล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธ เท่ากับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (8) และมาตรา 227 วรรคแรก แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 59 เม็ด น้ำหนักรวม 5.49 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสามร่วมกันเสพเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 จำนวนไม่แน่ชัดโดยทำให้ระเหิดเป็นควันแล้วสูดรับควันเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวงบางปะกอก เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร เจ้าพนักงานจับจำเลยทั้งสามได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว ขวดเสพเมทแอมเฟตามีน 1 ขวด กระดาษตะกั่วมีคราบเมทแอมเฟตามีน 2 แผ่น ถุงพลาสติกใส 1 ถุง และกระดาษบัญชีรายชื่อ 3 แผ่น เป็นของกลาง ก่อนคดีนี้

เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2539 จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามคดีหมายเลขแดงที่ 6489/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยที่ 1 กระทำความผิดคดีนี้ภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพันโทษ ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91, 92 ริบของกลางและเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน แต่ให้การปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคหนึ่ง, 91, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 (ที่ถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 57, 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่), 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยทั้งสามฐานเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) จำคุกคนละ 1 ปี และให้ปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 10,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือนและปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 5,000 บาท เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน รวมสองกระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 4 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี 6 เดือน ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและอยู่ระหว่างการศึกษา จึงเห็นควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี

โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 48 ชั่วโมง (ที่ถูก ต้องระบุว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายสำหรับจำเลยที่ 3) ริบของกลาง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การว่า จำเลยที่ 2 รับว่าเสพเมทแอมเฟตามีนจริง แต่ไม่ได้เป็นผู้ครอบครองและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยที่ 2 ไม่ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15, 57, 66, 91, 102 ศาลชั้นต้นสอบคำให้การจำเลยที่ 2 แล้วบันทึกว่า สอบจำเลยที่ 2 แล้ว ยืนยันให้การปฏิเสธเท่ากับจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานดังกล่าว โดยมิได้วินิจฉัยพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 186 (8) และมาตรา 227 วรรคแรก

แม้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าว แต่ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาอีก เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจเอกอาวุธพนักงานสอบสวนเบิกความประกอบใบแจ้งผลการตรวจสอบสารเสพติดว่า ได้ส่งจำเลยที่ 2 ไปตรวจปัสสาวะที่โรงพยาบาลบางปะกอก 1 ผลการตรวจพบสารเมทแอมเฟตามีนในปัสสาวะของจำเลยที่ 2 ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีน และจำเลยที่ 2 เบิกความเจือสมว่า เสพเมทแอมเฟตามีนนาน 1 เดือน ก่อนเกิดเหตุ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีร้อยตำรวจเอกหาญชัย และจ่าสิบตำรวจดุสิตผู้ร่วมตรวจค้นจับกุมเบิกความเป็นพยานว่า สายลับแจ้งว่ามีวัยรุ่นชาย 2 คน หญิง 1 คน ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ห้องพักหมายเลข 206 โรงแรม 19 อินน์ โดยชายวัยรุ่นที่ติดต่อลูกค้ามีลักษณะผอมสูง ฟันหลอด้านหน้า ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ แต่โจทก์ไม่ได้นำสายลับมาเบิกความยืนยันว่าจำเลยที่ 2 เป็นชายวัยรุ่นที่ติดต่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน หรือไม่ ขณะตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้อยู่ในห้องพักที่เกิดเหตุ โจทก์ไม่ได้นำนายอนัน

พนักงานโรงแรม 19 อินน์ มาเบิกความเป็นพยานว่าจำเลยที่ 2 ออกจากห้องพักที่เกิดเหตุ คงอ้างส่งบันทึกคำให้การของนายอนัน จึงเป็นพยานบอกเล่า มีน้ำหนักน้อย แม้จำเลยที่ 3 จะเบิกความว่า วันเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ติดต่อทางโทรศัพท์หาจำเลยที่ 2 ให้ไปรับแล้วไปเปิดห้องพักที่เกิดเหตุเพื่อเสพเมทแอมเฟตามีนและรอไปเที่ยวกับเพื่อน ก็มีลักษณะเป็นคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิด มีน้ำหนักน้อยเช่นกัน นอกจากนี้บันทึกการจับกุมระบุว่า เมื่อได้รับแจ้งจากสายลับแล้ว ร้อยตำรวจเอกหาญชัยกับพวกไปตรวจสอบห้องพักที่เกิดเหตุ เรียกบุคคลในห้องให้เปิดประตูโดยเคาะประตูห้อง 2 ถึง 3 ครั้ง สักครู่คนในห้องเปิดประตูจำเลยที่ 1 วิ่งเข้าไปในห้องน้ำนำเมทแอมเฟตามีนทิ้งในอ่างล้างหน้า และตรวจค้นพบกระดาษตะกั่วมีคราบเมทแอมเฟตามีนและขวดแก้วที่ทำเป็นบ้องสำหรับเสพเมทแอมเฟตามีนจึงยึดเป็นของกลาง

ขัดแย้งกับคำเบิกความของร้อยตำรวจเอกหาญชัยและจ่าสิบตำรวจดุสิตที่ว่าพบจำเลยที่ 2 เดินออกจากโรงแรม 19 อินน์ แล้วพาไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุ หากพยานโจทก์ทั้งสองพบจำเลยที่ 2 ซึ่งมีลักษณะตรงตามที่สายลับแจ้ง และจำเลยที่ 2 แจ้งว่ามีเมทแอมเฟตามีนในห้องพักที่เกิดเหตุก่อนไปตรวจค้นห้องพักที่เกิดเหตุ พยานโจทก์ทั้งสองต้องให้จ่าสิบตำรวจวินัยเขียนบันทึกการจับกุมเกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ให้ตรงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานดำเนินคดีกับจำเลยที่ 2 ทำให้เป็นที่สงสัยว่าพยานโจทก์ทั้งสองพบจำเลยที่ 2 เดินออกจากโรงแรม 19 อินน์ หรือไม่ แม้ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมและเขียนยอมรับว่ากระดาษบัญชีรายชื่อเป็นบัญชีที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงพยานบอกเล่า และจำเลยที่ 2 นำสืบต่อสู้ว่า

ชั้นจับกุมจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม และขณะลงลายมือชื่อ ยังไม่มีกระดาษบัญชีรายชื่อ พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ในข้อหาเสพเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อให้โอกาสแก่จำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำเห็นควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เนื่องจาก จำเลยที่ 1 เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามคดีหมายเลขแดงที่ 6489/2539 ของศาลอาญากรุงเทพใต้นั้น ปรากฏว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติล้างมลทินในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา พ.ศ.2550 มาตรา 4 ประกาศใช้บังคับมีผลให้ล้างมลทินแก่บรรดาผู้ต้องโทษในกรณีความผิดต่างๆ ซึ่งได้พ้นโทษไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวใช้บังคับ โดยให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยถูกลงโทษในกรณีความผิดนั้นๆ จำเลยที่ 1 ได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ไม่ได้

แม้จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา แต่จำเลยที่ 2 ฎีกา คดีจึงยังไม่ถึงที่สุด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 (ที่แก้ไขใหม่) จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง ให้คุมความประพฤติของจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้งภายในกำหนด 1 ปี ตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรกำหนด กับให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 48 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องข้อหาร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชัช ชลวร · วีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์ · บวร กุลทนันทน์
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้