คำฟ้องและคำให้การ
คดี 3 สำนวนนี้ พิจารณาพิพากษารวมกันโจทก์ จำเลยแถลงรับกันว่าสัญญาที่นายปิเตอร์จำเลยกับ น.ส.สุภาทำไว้ต่อกันโดยโจทก์รู้เห็นยินยอมให้ น.ส.สุภาทำนั้นคือเอกสารหมายล.1 กล่าวคือจำเลยเป็นผู้สร้างตึกขึ้น แล้วเสียค่าเช่าให้ห้องละ 50 บาท เมื่อเช่าอยู่ 8 ปีแล้ว ตึกก็ตกเป็นสิทธิของโจทก์ เมื่อนายปิเตอร์จำเลยสร้างตึกขึ้นตามสัญญาแล้ว นายปิเตอร์ นายซูยาเชนและนางไซ้เองก็ได้เข้าอยู่ในตึกตามข้อสัญญาในเอกสาร ล.1 แต่การเช่าตามเอกสาร ล.1 ยังไม่ได้จดทะเบียนค่าเช่าที่จำเลยเสียให้โจทก์เป็นค่าเช่าที่ดิน เมื่อรับกันเช่นนี้แล้ว โจทก์จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยรับกันประกอบกับเอกสารล.1 นั้น จำเลยจะมีสิทธิอยู่ในที่ดินของโจทก์จนครบ 8 ปีตามสัญญาหรือไม่ (คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยแต่ละคนออกจากห้องของโจทก์)
ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อกฎหมายศาลฎีกาเห็นว่าสัญญาหมาย ล.1 เป็นสัญญาที่ฝ่ายจำเลยเป็นผู้ออกเงินสร้างตึกขึ้น แล้วมีสิทธิที่จะอยู่ได้ 8 ปี สัญญาเช่นนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทน ย่อมมีผลผูกพันกันได้โดยไม่ต้องจดทะเบียนอ้างฎีกาที่ 1460/2495ข้อที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่สัญญาจึงไม่ต้องผูกพันด้วยนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าขณะที่ทำสัญญากัน โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่กับน.ส.สุภาคู่สัญญา ยิ่งกว่านั้นโจทก์ยังรับในรายงานพิจารณาของศาลว่าโจทก์ได้รู้เห็นยินยอมให้ น.ส.สุภาทำสัญญานั้นด้วย ฉะนั้นโจทก์จึงต้องถูกผูกพันในสัญญาด้วย และเมื่อโจทก์รับโอนที่ดินมาเป็นของตนแต่ผู้เดียวในภายหลังโจทก์ก็ต้องรับสิทธิและหน้าที่ตามสัญญานั้นมาด้วยเมื่อตามสัญญาจำเลยมีสิทธิจะอยู่ได้ 8 ปี บัดนี้ยังไม่ครบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิจะเลิกสัญญาและขอให้ขับไล่จำเลยได้ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่านายซูยาเชนและนางไซ้เองไม่ใช่คู่สัญญาย่อมไม่ได้รับผลตามสัญญานั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าตามสัญญาหมาย ล.1 ปรากกว่า น.ส.สุภายินยอมให้จำเลย 2 คนนี้เช่าอยู่ได้คนละ 1 ห้องตามเดิมมีกำหนด 8 ปี จำเลยทั้งสองได้ลงทุนเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างตึกตามส่วนที่ตนจะเช่าอยู่ และเมื่อตึกสร้างแล้ว จำเลยทั้งสองก็ได้เข้าอยู่ในตึกคนละ 1 ห้องตามสัญญาหมาย ล.1 กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 374 จำเลยทั้งสองนี้ แม้ไม่ใช่คู่สัญญาก็มีสิทธิจะอยู่ในตึกตามสัญญานั้นได้