Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4330/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่โจทก์ในฐานะผู้จ่ายหรือผู้รับรองตั๋วแลกเงินได้ใช้เงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแล้วฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้ออกตั๋วแลกเงินนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 หาใช่มีอายุความ3 ปี ตามมาตรา 1001 ไม่ เมื่อตั๋วแลกเงินฉบับสุดท้ายที่จำเลยที่ 1เป็นผู้ออกนับแต่วันครบกำหนดสั่งจ่ายถึงวันฟ้องยังไม่พ้น 10 ปีฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเอ็ดร่วมกันชำระเงินจำนวน 20,045,611.68 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19.5ต่อปี ของต้นเงิน 13,814,695.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบ ขอให้ยึดทรัพย์ที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสิบเอ็ดขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์จนครบจำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 9 และที่ 11 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 7 และที่ 10 ให้การขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 7 และจำเลยที่ 11 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ถอนฟ้องและให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 7 ออกจากสารบบความ และเรียกจำเลยที่ 8 กับนายพิชิตอาวิพันธุ์ ซึ่งเป็นทายาทของจำเลยที่ 11 เข้ามาเป็นคู่ความแทนที่จำเลยที่ 11ตามคำร้องของโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 16,154,663.99บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 5,400,488.98 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2541)เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน14,254,175.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน5,400,488.98 บาท

นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดจำนวน 4,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2537เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 4 ร่วมรับผิดจำนวน 5,000,000บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 2,000,000 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 5 ร่วมรับผิดจำนวน 5,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 4,500,000 บาท

นับแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 8 ที่ 9 และที่ 10 ร่วมรับผิดคนละ14,254,175.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน3,500,000 บาท นับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 8 กับนายพิชิต อาวิพันธุ์ ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 11 ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์จำนวน 15,254,175.01บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,500,000 บาทนับแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2537 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 6,525,923.38 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 8 และนายพิชิตไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของจำเลยที่ 11 ที่ตกได้แก่ตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1601 หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบตามความรับผิดของจำเลยแต่ละคนให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 18160, 18161,26747, 26748, 26751, 26932, 26933 ตำบลลวงเหนือ

อำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 9427, 13804, 15414ตำบลสันนาเม็ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างและที่ดินโฉนดเลขที่ 1250 ตำบลดอกแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินสุทธิไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 8 ถึงที่ 10ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ตามส่วนแห่งความรับผิดของแต่ละคนจนครบถ้วน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 6จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความโดยจำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์อาวัลตั๋วแลกเงินจำนวน11 ฉบับ โดยฉบับสุดท้ายถึงกำหนดสั่งจ่ายเงินในวันที่ 28 มิถุนายน2537 แต่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2541 ซึ่งเกินกำหนด3 ปี นับแต่วันที่ตั๋วแลกเงินถึงกำหนดชำระ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันตั๋วแลกเงินจึงไม่จำต้องรับผิดในหนี้ตั๋วแลกเงินตามฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1รับผิดอันเนื่องมาจากโจทก์ในฐานะผู้จ่ายหรือผู้รับรองตั๋วแลกเงินได้ใช้เงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้สั่งจ่ายหาใช่เป็นคดีที่ผู้รับเงินหรือผู้ทรงฟ้อง ผู้รับรองตั๋วแลกเงิน หรือผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1001 ซึ่งมีกำหนดอายุความ 3 ปีไม่ การที่โจทก์ในฐานะผู้จ่ายหรือผู้รับรองตั๋วแลกเงินได้ใช้เงินให้แก่ผู้รับเงินตามตั๋วแล้วฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้ออกตั๋วแลกเงินนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นับแต่ตั๋วแลกเงินฉบับสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้ออกถึงกำหนดสั่งจ่ายในวันที่ 28 มิถุนายน2537 ถึงวันฟ้องวันที่ 15 มกราคม 2541 ยังไม่พ้น 10 ปี

ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความส่วนที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ว่า เมื่อจำเลยที่ 3 และที่ 4ต้องรับผิดชำระเงินตามตั๋วแลกเงินพิพาทให้โจทก์นับแต่วันฟ้อง ซึ่งถือเป็นวันที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ย ดังนั้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในส่วนของดอกเบี้ยก่อนวันฟ้องและเนื่องจากตั๋วแลกเงินพิพาทมิได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเรียกเอาดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพียงในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 968(2) ประกอบมาตรา 985 เท่านั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ตามสัญญาค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันตกลงยอมรับผิดเป็นลูกหนี้ร่วมกับลูกหนี้ หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในเรื่องตั๋วเงินไม่ศาลชั้นต้นพิพากษามาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 และที่ 4ทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วิเทพ ศิริพากย์ · ไพศาล เจริญวุฒิ · ม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้