Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 433/2513

พ.ศ. 2513 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 894 ผู้เอาประกันภัยชอบที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยในเวลาใด ๆ ก็ได้ ด้วยการงดส่งเบี้ยประกันภัยต่อไป ถ้าและได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วอย่างน้อยสามปีผู้เอาประกันภัยชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยหรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจากผู้รับประกันภัย เมื่อผู้เอาประกันภัยงดส่งเบี้ยประกันภัย ก็ต้องถือว่าบอกเลิกสัญญาประกันภัยแล้วนับแต่วันที่งดส่งเบี้ยประกันภัยเป็นต้นมา หาจำต้องบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรไม่ แม้เงื่อนไขแห่งกรมธรรม์จะระบุว่าหากผู้เอาประกันภัยกลับมาต่ออายุสัญญาใหม่ภายในกำหนดห้าปีเบี้ยประกันภัยที่ชำระไว้แล้วจะไม่ถูกริบ ก็กำหนดไว้ด้วยว่าการต่ออายุสัญญาต้องตรวจสุขภาพผู้เอาประกันภัยตามระเบียบ เมื่อผู้เอาประกันภัยมิได้กลับมาต่ออายุสัญญาจนกระทั่งผู้รับประกันภัยถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ผู้เอาประกันภัยย่อมมีสิทธิได้รับเพียงเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์เท่านั้น เงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ประกันภัยระบุว่า ผู้รับประกันภัยจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้เอาประกันภัยโดยเริ่มเฉลี่ยให้ทุกปีหลังจากเมื่อผู้เอาประกันภัยได้ชำระเบี้ยประกันภัยไว้ครบสองปีแล้ว ตามเงื่อนไขนี้หมายความว่าผู้รับประกันภัยจะจ่ายเงินปันผลให้เมื่อสัญญาประกันภัยยังมีอยู่ หากสัญญาประกันภัยเลิกกันแล้วผู้เอาประกันภัยหามีสิทธิได้รับเงินปันผลต่อไปไม่

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้นายบุนราสี เหมินทร ยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า จำเลยซึ่งศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเป็นหนี้ค่าประกันชีวิตและเงินปันผล เมื่อหักกลบลบกับหนี้เงินกู้ที่ผู้ขอรับชำระหนี้เป็นหนี้จำเลยอยู่๒๐,๐๐๐ บาทแล้ว ขอรับชำระหนี้เป็นเงิน ๗๓,๘๒๘ บาท เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้วเห็นว่า เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้มีสิทธิขอรับคืนเฉพาะเบี้ยประกันสะสมทรัพย์ ๓๓,๓๙๖ บาท แต่เจ้าหนี้ยังค้างชำระเงินกู้และดอกเบี้ยจำเลยอยู่ ๔๐,๔๐๔ บาท หักแล้วยังเป็นหนี้จำเลย เห็นควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้เสียทั้งหมดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๑๐๗(๑)

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เจ้าหนี้ผู้ขอรับชำระหนี้ฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายบุนราสีเจ้าหนี้เป็นผู้เอาประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์อุปัทวเหตุและทุพพลภาพไว้กับบริษัทจำเลย แบบละ ๑๐๐,๐๐๐บาท มีกำหนดเวลาประกัน ๒๕ ปี ต้องชำระเบี้ยประกันเป็นราย ๓ เดือนมีกำหนด ๑๖ ปี เจ้าหนี้ได้ส่งเบี้ยประกันรวม ๓๑ งวด เป็นเงินเฉพาะแบบสะสมทรัพย์ ๔๘,๓๙๑ บาท ต่อมาเจ้าหนี้ขัดข้องหมุนเงินไม่ทัน จึงงดส่งเบี้ยประกันตลอดมาจนจำเลยถูกกระทรวงเศรษฐการสั่งหยุดกิจการ และถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เจ้าหนี้ได้รับเงินปันผลไปรวม ๕ ครั้งเป็นเงิน ๖,๒๔๔บาท และเจ้าหนี้ได้กู้เงินจำเลยไป ๒๘,๘๖๐ บาท ซึ่งเจ้าหนี้ขอหักกลบลบหนี้ออกจากเงินที่เจ้าหนี้ขอรับชำระหนี้ในคดีนี้ เจ้าหนี้ฎีกาข้อแรกว่า การที่เจ้าหนี้ส่งเบี้ยประกัน ยังถือไม่ได้ว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญาประกันภัย เพราะมิได้บอกเลิกสัญญาประกันเป็นลายลักษณ์อักษรไปให้จำเลยทราบ เจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับเบี้ยประกันภัยจำนวน ๔๘,๓๙๑ ที่ส่งไปแล้วคืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๘๙๔บัญญัติว่า ผู้เอาประกันภัยชอบที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยเสียในเวลาใด ๆ ก็ได้ ด้วยการงดส่งเบี้ยประกันต่อไป ถ้าและได้ส่งเบี้ยประกันภัยมาแล้วอย่างน้อยสามปีไซร้ ท่านว่าผู้เอาประกันภัยชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยหรือรับกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จจากผู้รับประกันภัยมิได้บัญญัติว่าการบอกเลิกสัญญาประกันภัย ผู้เอาประกันภัยจะต้องแจ้งให้ผู้รับประกันภัยทราบเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อได้ความว่าเจ้าหนี้งดส่งเบี้ยประกันตลอดมา ก็ต้องถือว่าเจ้าหนี้บอกเลิกสัญญาประกันภัยแล้วนับตั้งแต่วันที่งดส่งเบี้ยประกันภัยเป็นต้นมา ในกรณีนี้เจ้าหนี้ได้ส่งเบี้ยประกันภัยเกิน ๓ ปี จึงชอบที่จะได้รับค่าเวนคืนกรมธรรม์ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งคำนวณได้ ๓๓,๓๙๖ บาท

ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยประกันที่ส่งคืนเต็มจำนวน ข้อที่เจ้าหนี้ฎีกาว่า เจ้าหนี้ยังมีสิทธิจะต่ออายุสัญญาประกันภัยใหม่ภายในกำหนด ๕ ปี นับแต่วันกรมธรรม์ขาดอายุตามเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์ข้อ ๔ จำเลยจะริบเบี้ยประกันที่ชำระไว้แล้วไม่ได้นั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า ตามเงื่อนไขข้อนี้ จะต้องปรากฏว่าผู้เอาประกันภัยได้กลับมาขอต่ออายุสัญญาใหม่ภายในกำหนดเวลา ๕ ปี ซึ่งจะต้องมีการตรวจสุขภาพของผู้เอาประกันใหม่ตามระเบียบว่าด้วยการต่ออายุสัญญาเบี้ยประกันที่ได้ชำระไว้แล้ว จึงจะถือว่าไม่ถูกริบ แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้กลับไปขอต่ออายุสัญญาใหม่แต่ประการใด จนกระทั่งศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทจำเลย นอกจากเหตุดังกล่าว กรมธรรม์ประกันชีวิตของจำเลยยังระบุไว้ในข้อ ๗ ว่า"ผู้เอาประกันภัยชอบที่จะบอกเลิกสัญญาประกันภัยในเวลาใดก็ได้ โดยการไม่ชำระเบี้ยประกันภัยต่อไป และถ้าได้ชำระเบี้ยประกันภัยมาครบ ๓ ปีแล้วโดยที่สัญญายังมีผลบังคับอยู่ ผู้เอาประกันชอบที่จะได้รับเงินค่าเวนคืนกรมธรรม์ประกันภัยนั้นเป็นเงินสดตามที่แจ้งไว้เป็นมูลค่าแห่งกรมธรรม์"

ฉะนั้นเมื่อฟังได้ว่าเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญาประกันภัยแล้วนับแต่วันที่งดชำระเบี้ยประกันภัยเป็นต้นมา เจ้าหนี้ก็ชอบที่จะได้รับเงินเวนคืนกรมธรรม์ ดังวินิจฉัยแล้วข้างต้นเท่านั้น เจ้าหนี้ฎีกาข้อสุดท้ายว่า เจ้าหนี้มีสิทธิจะได้รับเงินปันผลจากเบี้ยประกัน๔๘,๓๙๑ บาท ที่ชำระไปแล้วในอัตราร้อยละ ๗ ครึ่งต่อปีนับจากวันที่ ๒๑กันยายน ๒๕๐๔ ถึงวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๐๔ รวม ๕ ปี เป็นเงิน ๑๘,๑๔๖.๖๐บาท ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยข้อ ๑๒

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงื่อนไขข้อ ๑๒ เพียงแต่ระบุว่า บริษัทจำเลยรับรองจะจ่ายเงินปันผลให้ โดยเริ่มเฉลี่ยเงินปันผลให้ทุกปีหลังจากเมื่อผู้เอาประกันได้ชำระเบี้ยประกันภัยไว้ครบ ๒ ปี แล้ว หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะเริ่มเฉลี่ยเงินปันผลให้ เริ่มต้นจากปีที่ ๓ ในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๔ ต่อปีการที่เจ้าหนี้คิดเงินปันผลถึงร้อยละ ๗ ครึ่งนั้น ไม่มีหลักฐานสนับสนุนเจ้าหนี้ได้ชำระเบี้ยประกันมา ๗ ปี จึงมีสิทธิได้รับเงินปันผล ๕ ปี ในอัตราร้อยละ๔ ต่อปี ของจำนวนเบี้ยประกันที่ได้ชำระไว้เริ่มตั้งแต่ปีที่ ๓ ถึงปีที่ ๗รวมเป็นเงิน ๖,๒๔๔ บาท ซึ่งเจ้าหนี้ได้รับไปครบถ้วนแล้ว โดยครั้งสุดท้ายรับไปเมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๐๔ ต่อจากนั้นเจ้าหนี้ได้บอกเลิกสัญญาประกันภัยด้วยการงดส่งเบี้ยประกันภัยต่อไปจนกระทั่งบริษัทจำเลยถูกศาลพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อสัญญาประกันภัยเลิกแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินปันผลต่อไปอีกตามที่ฎีกามา

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ยง เหลืองรังษี · ปันโน สุขทรรศนีย์ · สว่าง ภูวะปัจฉิม
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายถนอม ครูไพ
ศาลศาลอุทธรณ์ - นายเสนาะ เอกพจน์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้