Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4314/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์มีแต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลย บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและภาพถ่าย กับภาพถ่ายที่ ส. ชี้จำเลยโดยมี ร.ต.อ.น. พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเท่านั้น ทั้งจำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่าคำรับสารภาพมิได้เป็นไปด้วยความสมัครใจและมิได้นำชี้ที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ดังนั้น การจะนำคำรับสารภาพและการนำชี้ที่เกิดเหตุชั้นสอบสวนของจำเลยมาฟังลงโทษจำเลย โจทก์จะต้องมีพยานประกอบมาสืบให้เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดจริง ทั้งพยานประกอบต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวน เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนของจำเลยพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ได้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วยการใช้จ้างวาน ให้จำเลยที่ 1 ฆ่านายเจริญ เปี่ยมสกุล ผู้เสียหายโดยวิธีขับรถยนต์ชนผู้เสียหาย โดยเจตนาฆ่าและไตร่ตรองไว้ก่อน จำเลยที่ 1 ได้ลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้เสียหายจึงไม่ถึงแก่ความตายเพียงแต่ได้รับอันตรายแก่กาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 84, 288, 289 และริบของกลางจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 80, 52(1) จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289(4) ประกอบด้วยมาตรา 80, 52(1), 84 ให้จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78ประกอบด้วยมาตรา 53 คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ริบของกลางจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดด้วยการใช้ จ้าง วาน ให้ฆ่าผู้เสียหายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีแต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.20 บันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ และภาพถ่ายเอกสารหมาย จ.22 กับภาพถ่ายนายสมชายชี้

จำเลยที่ 2 หมาย จ.23โดยมีร้อยตำรวจเอกนพดล ธุวังควัฒน์ พนักงานสอบสวนมาเบิกความประกอบว่า ชั้นสอบสวนแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่า ใช้ จ้าง วาน ให้ฆ่า ผู้อื่นจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเท่านั้น แต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนตลอดถึงการนำชี้ที่เกิดเหตุให้ถ่ายรูปไว้นั้นล้วนแต่เป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยทั้งคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนและการนำชี้ที่เกิดเหตุดังกล่าว จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่ามิได้เป็นไปด้วยความสมัครใจและมิได้นำชี้ที่เกิดเหตุแต่อย่างใด ดังนั้น การที่จะนำคำรับสารภาพและการนำชี้ที่เกิดเหตุดังกล่าวมาฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ได้นั้น โจทก์จะต้องมีพยานประกอบมานำสืบให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดจริง

ทั้งพยานประกอบต้องมิใช่คำของเจ้าพนักงานตำรวจผู้สอบสวน ส่วนคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมชายหรือหมู จีรัง ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 2 ซึ่งพนักงานสอบสวนกันไว้เป็นพยาน ตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.19 บันทึกขออนุญาตกันผู้ต้องหาไว้เป็นพยานเอกสารหมาย จ.30 และบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.31 กับคำให้การในชั้นสอบสวนของนางระเบียบ นำมาตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมาย จ.24 คำให้การของบุคคลทั้งสองดังกล่าวที่อ้างว่ารู้เห็นจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อโดยใช้ จ้าง วานให้กระทำความผิดตามฟ้องก็เป็นเอกสารที่พนักงานสอบสวนจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว โดยในชั้นพิจารณาโจทก์ไม่สามารถนำตัวบุคคลทั้งสองมาเบิกความต่อศาล เพื่อให้จำเลยที่ 2 มีโอกาสซักค้านให้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดได้

ฉะนั้น คำให้การของนายสมชายหรือหมูและนางระเบียบในชั้นสอบสวนจึงเป็นพยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อย ทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของนายสมชายหรือหมูยังเป็นคำชัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันกับจำเลยที่ 2อีกด้วย จึงเป็นพยานที่มีน้ำหนักน้อย ทั้งต้องรับฟังด้วยความระมัดระวัง เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสืบประกอบคำรับสารภาพในชั้นสอบสวนซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณานอกจากพยานบอกเล่าและคำซัดทอดของผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันดังกล่าวมาแล้ว พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบจึงยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยที่ 2 ได้ก่อให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องด้วยการใช้จ้าง วาน หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · สุวัตร์ สุขเกษม · วิบูลย์ มีอาสา
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้